รีวิวหนัง “Babygirl เบบี้เกิร์ล” เร่าร้อนแฟนตาซีราคะ แบบต้องกราบการแสดงแม่นิโคล

Babygirl เบบี้เกิร์ล

และนี่คือหนังที่มีกระแสอื้ออึงมาจากเทศกาลหนังต่างๆเมื่อช่วงกลางปี 2024 ที่ว่ากันว่าจะเป็นผลงานที่ทำให้ตัวแม่ตัวมัมนิโคลคิดแมนกลับขึ้นมายืนหยัดอยู่แถวหน้าของเวทีรางวัลต่างๆได้อีกครั้ง…แล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆใน เบบี้เกิร์ล หนังดรามาอีโรติกสุดเข้มข้นในความสัมพันธ์ที่บีบคั้นขึ้่นด้วยความซับซ้อนแห่งความต้องการทางเพศที่กลายเป็นผลงานที่ระเบิดอารมณ์ทางการแสดงได้อย่างสุดจึ้งของแม่เป็นเรื่องราวแห่งความซับซ้อนของอิทธิพลที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งตัณหาที่อบอวลอยู่ในแวดวงวิชาชีพเมื่อโรมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่มีชื่อดังได้ลุ่มหลงเข้าไปพัวพันในความสัมพันธ์ต้องห้ามกับเด็กฝึกงานผู้ทรงเสน่ห์อย่างซามูแอลที่มีอายุรุ่นลูกของเธอมันนำไปสู่บ่วงเกมที่ทำให้ผู้หญิงเก่งต้องอ่อนระทวยเพราะห้วงอารมณ์ราคะ

ผู้กำกับและนักแสดงสาวชาวดัชท์ฮาลินาเรย์นมารับหน้าที่กำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้นี่คือผลงานการสร้างหนังใหญ่เรื่องที่สองของเธอถัดจากตลกเขย่าขวัญ Bodies Bodies Bodies เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่เป็นการหยิบเอาโครงสร้างแห่งความสัมพันธ์ลึกซึ้งของมนุษย์มาผสมเข้ากับวิกฤตวัยกลางคนของหญิงสาวที่กำลังประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยดีในทุกด้านแต่ความลุ่มหลงค่อยกัดกินเธอจากพลังแห่งความต้องการเอาจริงคอนเซ็ปต์และพล็อตหนัง Babygirl อาจจะไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไรนักเพราะเราก็น่าจะเคยสัมผัสคอนเทนท์หนังในรูปแบบนี้ที่ยังมีสร้างออกมาเรื่อยกับความสัมพันธ์ต้องห้ามความต้องการถลำลึกการข้ามเส้นบางที่ใช้พลังแรงปรารถนาในการนำทางรวมทั้งประเด็นเชิงชู้แบบข้ามรุ่นข้ามวัยด้วยแต่เป็นอะไรที่มีเยอะเกลื่อนวงการไปหมด บทหนังอาจจะยังไม่ดีแต่ก็ไม่ได้แย่อะไรการเล่าเรื่องยังไม่ค่อยมีเสน่ห์ไปหน่อยแต่โครงสร้างในความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครถือว่าทำได้ดี

ในแง่องค์ประกอบงานสร้างก็ถือว่าใช้ได้ด้วยความที่เป็นหนังอีโรติกจากฝีมือการแสดงของผู้กำกับหญิงทำให้การนำเสนอและการถ่ายทอดออกมาในลักษณะที่เต็มไปด้วยลูกเล่นเชิงศิลป์อย่างเป็นเอกลักษณ์ ไม่ได้เห็นภาพฉาวโฉ่ไปในทางวาบหวิวซาบซ่าเพียงอย่างเดียว มุมกล้องถือว่ามีกิมมิกที่ดีสะท้อนภาพฉาก18+ ออกมาได้อย่างมีนัยยะและมีจริตที่เหมาะเจาะในแบบที่เป็นการปรับจูนระหว่างการการแสดงกับผู้ชมมาเจอกันตรงกลางได้ดีงานประพันธ์ซาวน์ประกอบ หนัง จากฝีมือคริสโตบอลทาเปียเดอเวียร์ค่อนข้างโดดเด่นอย่างน่าทึ่งจังหวะดนตรีของเขาได้ช่วยเข้ามาปรุงแต่งและเสริมอารมณ์ของตัวหนังเรื่องนี้ได้อย่างน่าประทับใจอีกทั้งยังการคัดเลือกเพลงประกอบในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างมีรสนิยมที่น่าสนใจไม่น้อยไม่ว่าจะเอาเพลง Never Tear Us Apart ของ INXS หรือ Father Figure ของ George Michael มาใช้ถ่ายทอดในหนังก็ค่อนข้างเหมาะเจาะด้วยอารมณ์ดี