แม้ว่าเราจะเคยได้ยินข่าวมาว่าอาร์ดแมนแอนิเมชันสตูดิโอผลิตหนังการ์ตูนสุดคลาสสิกฝั่งอังกฤษมีโอกาสจะต้องยุติงานสร้างหนังจากดินน้ำมันปั้นเนื่องจากทรัพยากรลดน้อยลงไปมากแต่กระนั้นเปิดศักราชนี้เราก็ยังได้มีโอกาสดูความคลาสสิกที่คิดถึงอีกครั้งใน Wallace & Gromit: Vengeance Most Fowl การกลับมาของคู่หูวอลเลซกับกรอมมิตที่จะต้องมาผจญภัยฝ่าฝันอุปสรรคว้าวุ่นครั้งใหม่แค้นติดปีกในขณะที่วอลเลซกับกรอมมิตกำลังใช้ชีวิตกันอย่างเรียบร้อยแต่ทว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ที่เรียกว่านอร์บอตเริ่มทำให้กรอมิตรู้สึกไม่ไหววางใจการหยิบเอาปัญญาประดิษฐ์เข้ามาในบ้านทำให้ความมีชีวิตชีวาภายในบ้านลดน้อยลงไปแต่หารู้ไม่ว่านี่ก็คือแผนแก้แค้นของศัตรูมีปีกที่หมายหัวพวกเขาเอาไว้เพราะพวกเขาคือมารผจญของมัน
หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังWallace & Gromitเรื่องแรกในรอบเกือบ20ปีเต็มนับตั้งแต่ภาคThe Curse of the Were-Rabbit เมื่อปี 2005ออกฉายแต่กระนั้นก่อนหน้านี้เราก็เคยภาคแยกA Shaun the Sheep Movie: Farmageddonมาก่อนทางจอสตรีมโดยในเรื่องนี้ยังคงได้ทีมสร้างฉบับดั้งเดิมอย่างนิคพาร์ค”มารับหน้าที่กำกับและร่วมวางคอนเซ็ปต์หนังให้นับว่าเป็นการสานต่อต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนั่นจึงทำให้ แค้นติดปีก ยังคงอบอวลไปด้วยความคลาสสิกในทุกอนูงานปั้นแสนเนี๊ยบและจับใจยังไม่มีใครเทียบเท่าฝีมือของอาร์ดแมนได้แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีงานสร้างในวงการหนังจะพัฒนาไปมากแต่พวกเขาก็เลือกที่จะสรรค์สร้างงานจากสไตล์ดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์และผสมลงโรงกับวิชวลสมัยใหม่เข้ามาเสริมแต่งสร้างความกลมกล่อมให้กับหนังอย่างอรรถรสสำหรับในภาคแค้นติดปีกยังคงสอดคล้องความขบขันตลกร้ายแบบบริติชได้อย่างคมคายถึงแม้ว่าพล็อตเรื่องจะแอบเฉิ่มเชยไปสักหน่อยแต่ก็ยังเป็นสตอรี่ที่เชิดชูไฮไลต์ที่โดดเด่นของ การ์ตูน ชุดนี้ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าสไตล์จะดูโบราณแต่ทว่าการสอดแทรกใส่ประเด็นปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเข้ามาในหนังเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นคอนเทนท์ที่ดูร่วมสมัยได้มากยิ่งขึ้ และยังคงอรรถรสความคลาสสิกได้แบบเก๋าๆแต่ท่วงทำนองไม่เก่าเลย
โดยในภาคนี้ก็ยังคงได้ทีมนักแสดงรุ่นใหญ่ยอดฝีมือฝั่งอังกฤษมาสร้างสีสันด้วยเงาเสียงเหมือนเคยเบนไวต์เฮดกลับมาให้เสียงคุณวอลเลซอันคงเอกลักษณ์ได้เหมือนเคยร่วมด้วยปีเตอร์ เคย์,รีส เชียร์สมิธ,ลอเรน พาเทลและไดแอนน์ มอร์แกนมาช่วยเติมเต็มความสนุกด้วยจังหวะเสียงสำเนียงอังกฤษและการยิงมุกแบบบริติชที่แสบๆคันกำลังพอดีดังนั้นนี่จึงกลายเป็นการกลับมาของวอลเลซกับกรอมมิตที่มาเติมเชื้อพลังของความใจฟูได้ในพลานุภาพที่ทรงพลังไม่เบาเป็นความคลาสสิกที่ยังคงถวิลหาและนึกถึงอยู่เสมองานสร้างและองค์ประกอบต่างที่ยังคงได้ต้นตำหรับมาละเลงสร้างอีกครั้งก็ยังเต็มไปด้วยสไตล์และลีลาที่ทำได้ถึงเหมือนเคยพล็อตเรื่องอาจจะไม่ใหม่แต่ก็สามารถตราตรึงใจและสร้างความประทับใจให้กับคนดูได้ครบอรรถรสดีเช่นเคย

