La Dolce Villa พาเราเดินทางไปยังชนบทอิตาลีอันงดงาม ผ่านเรื่องราวของ Eric (Scott Foley) พ่อม่ายลูกติดวัยกลางคนที่บินข้ามฟากมาตามหาลูกสาว Olivia (Maia Reficco) หลังทราบว่าเธอทุ่มเทมรดกทั้งหมดไปกับการซื้อวิลล่าราคาเพียง 1 ยูโรในเมือง Montezara Eric เดินทางมาด้วยความหวังจะหยุดแผนบ้าบิ่น แต่กลับต้องพบว่า บ้านเก่าที่เน่าโทรมกลับเต็มไปด้วยเสน่ห์ในแบบที่เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อน
เมือง Montezara และชุมชนน้อยใหญ่กลายเป็นตัวละครเสริมของเรื่อง ทั้งสามคุณย่าชื่อ Antonia, เจ้าของร้านกาแฟ, พ่อครัวหนุ่ม Giovanni (Giuseppe Futia) และนายกเทศมนตรี Francesca (Violante Placido) ต่างช่วยผสมสีสันชีวิตให้กับ Eric ในขณะที่เขาค่อยๆ เปิดใจ “รักทางเลือกใหม่” ได้แม้หลังสูญเสียคู่ชีวิตไปแล้ว

แม้หนังจะเดินเรื่องเบาๆ โดยตั้งจังหวะไปกับเสียงลมและเสียงใจชาวอิตาเลียน แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ขาดแรงดึงดูด ภาพวิลล่าเก่าแก่ แสงอาทิตย์ทาบท้องฟ้า และวิถีชีวิตชนบทถูกถ่ายทอดด้วยมุมกล้องที่ใส่ใจ ฉากเมืองนันทนาการที่ดูรัดกุมในสไตล์ “postcard romance” แต่ก็ให้ความอบอุ่นอย่างไม่ยัดเยียด
อย่างไรก็ตาม หนังก็ตกอยู่ในกรอบความ predictable และใส่สูตรความรักกลางอากาศแบบที่ดูเหมือนหยิบเป็นซองจากหนังโรแมนติกคอมเมดี้อื่น ๆ อย่าง “Under the Tuscan Sun” ซึ่งการเล่าเรื่องยังไม่ลึกพอให้ซึมซับชีวิตชนบทจริงจัง หรือให้ตัวละครมีพัฒนาการน่าจดจำ นอกจากนี้ เคมีระหว่าง Scott Foley และ Violante Placido ยังไม่ค่อยเตะตา แต่ก็มีฉากกุ๊กกิ๊กแบบพอรู้สึก “น่ารัก” ได้บ้าง
เสียงวิจารณ์หลังฉายออกมาในแนวแบ่งขั้ว บ้างบอกว่าเป็นหนังดูแล้วสบายใจ เหมือนพักผ่อนกับ poster art ทะเลทรายอิตาลี แต่ในอีกด้านก็ชี้ว่า “บทสนทนาและการแสดงดูแบน ไม่มีไฟ ไม่มีความลึก”

สรุปความรู้สึก
“La Dolce Villa” คือ หนังโรแมนติกแฟนตาซี แบบเรียบง่าย เหมาะกับใครที่อยากเสพความงามของชนบทอิตาลีและกลิ่นอายชีวิตช้าแบบ Dolce far niente ไม่มีดราม่าหนัก ไม่มีพล็อตหม่น แต่เต็มไปด้วยความสงบของชีวิต ไม่ต้องคิดเยอะ แค่ปล่อยให้หัวใจชุ่มฉ่ำในแสงแดดและสายลม
หากคุณชอบหนังแนวพักผ่อนสายอบอุ่น ภาพสวยๆ ตัวละครน่ารัก และบรรยากาศแห่งช่วงเวลา “เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” ขอแนะนำให้รับชม แต่หากคุณมองหาหนังที่มีน้ำหนักตัวละครลึก มีพล็อตหักมุม หรือเคมีเต็มฉาก Romance เรื่องนี้อาจดูจืดไปบ้าง

