อยู่ๆก็กลายมาเป็นหนังที่ทำหน้าที่ปิดจักรวาลวายร้ายของไอ้แมงมุมไปโดยปริยายหลังจากที่สตูดิโอหนังตัดสินใจยุบแผนโปรเจกต์ต่างๆลงทั้งหมดเพื่อหันไปโฟกัสกับหนังไอ้แมงมุมเรื่องหลักแทนการมาของ Kraven the Hunter คราเว่นเดอะ ฮันเตอร์จึงเป็นทั้งความตื่นเต้นและความกดดันที่ได้รับตำแหน่งปิดตำนานแบบปุบปบกับจักรวาลหนังที่เชื่อว่าอีกหน่อยก็คงจะถูกลืมเลือนไปจุดเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ทางสายใยที่แสนซับซ้อนระหว่างพ่อลูกตระกูลเครเวนนอฟที่ได้แปลงเปลี่ยนโชตชะตาของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิงนำมาสู่เส้นทางแห่งการชำระแค้นที่นำสู่ผลลัพธ์ที่โหดร้ายเกินกว่าจะคาดคิดแต่มันกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาเซอร์เกเครเวนนอฟเติบใหญ่มาเป็นนักล่าที่แข็งแกร่งแต่ก็แฝงด้วยพละกำลังและสัญชาตญาณที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในโลกอีกด้วย
“เจ.ซี.แชนดอร์” ผู้กำกับฝีมือดีที่เคยได้เข้าชิงรางวัลออสการ์กับผลงานแจ้งเกิดแต่เขาก็หายไปเลยกับช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมากลับมาครั้งนี้ก็ได้หยิบจับสร้างหนังแอนตี้ฮีโร่ที่น่าจะเป็นงานท้าทายสำหรับเขาไม่น้อยเพราะที่ผ่านมาเขามักจะถนัดสร้างหนังแนวระทึกขวัญเนื้อหาคมๆมากกว่าแต่เมื่อต้องมาจับงานสร้างงานจากคอมิกส์ก็นับว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่และแตกต่างจากงานก่อนๆของเขาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน คราเว่น เดอะ ฮันเตอร์ ถือเป็นการระดมทีมปั้นบทกันไม่ธรรมดาเลยเพราะได้นักสร้างหนังรุ่นใหญ่”ริชาร์ดเว็งค์”จากหนังไตรภาค The Equalizer มาสังเขปสตอรี่และเนื้อหาของบทโดยที่มี “แมตต์ฮอลโลเวย์”กับ”อาร์ตมาร์คัม”คู่หูมือเขียนบทจากหนัง Iron Man และ Uncharted มาช่วยตบๆและขัดเกลาบทให้อีกครั้ง ที่กลายออกมาเป็นบทหนังที่เชยสะบัด แม้ว่าจะพยายามสร้างความหนักแน่นและแข็งแกร่งเอาไว้ในโครงสร้างแล้วมากมายแต่ไม่เกิดประสิทธิผลใด ๆ
ปัญหาหลักของหนังเรื่องนี้เริ่มต้นที่กระดุมเม็ดแรกเลยก็ว่าได้ด้วยความที่คาแรกเตอร์คราเว่นเดอะฮันเตอร์อาจจะไม่ได้ทรงพลังถึงขนาดแผ่ขยายชีวิตของเขาออกมาขนาดนั้นแต่ก็ยอมรับว่าทีมผู้สร้างพยายามบิ้วท์ตัวละครนี้ด้วยปณิธานที่ดีแต่กลับกลายเป็นคอนเทนท์ที่ค่อนข้างจืดชืดสำหรับในยุคนี้ ยุคนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันสูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะในหมวดหนังฮีโร่ ที่อยู่ในช่วงขาตกต่ำอยู่ด้วยซ้ำเพราะหากว่าเป็นหนังแนวฮีโร่ที่ตอบโจทย์คนดูแค่นิดเดียวก็หมายถึงหายนะได้เลยบท หนัง และวิธีการเล่าเรื่องจึงราวกับว่าพาย้อนกลับไปนั่งดูหนังเมื่อสัก 20 ปีก่อน ช่วงยุคปี 2000s ต้นๆที่จักรวาลมาร์เวลยังไม่เป็นตัวอ่อนเลยด้วยซ้ำเป็นยุคที่ฮอลลีวูดพยายามดันสร้างหนังฮีโร่ออกมาแบบตามมีตามเกิด หยิบตัวละครนั่นนี่มาวางมาดวาดลวดลายการต่อสู้ของแต่ละคนที่เอกเขนกกันไปที่ยังเป็นหนังฮีโร่ที่ล่องลอยไม่มีหลักแหล่งความมั่นคง ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้พาเรากลับไปสู่พื้นฐานอะไรแบบนั้นในตอนนั้นเลย

