รีวิวหนังเรื่อง Fly Me to the Moon

รีวิวหนังเรื่อง Fly Me to the Moon

Fly Me to the Moon เปรียบเสมือนโรม‑คอมย้อนยุคที่ลอยรอบอวกาศ ผสมระหว่างความสนุกของมุขวุ่นรักกับความตื่นเต้นของภารกิจอพอลโล 11 แต่ท้ายที่สุดกลับรู้สึกเหมือน “พยายามทำหลายอย่างเกินไปจนไม่สุดทาง” หนังเริ่มต้นได้ดีด้วยจังหวะขัน ฮา และเคมีของ Scarlett Johansson และ Channing Tatum ที่ดูเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ โดยฉากเช่นการพบกันแรกร้อนแรงในร้านอาหาร คาสิโนตลก และซีนงานแถลงข่าวที่เต็มไปด้วยบทสนท้าตรงคม ให้ความรู้สึกร้อนแรงชนิดที่เหมือนย้อนกลับไปดูหนังรักสไตล์ screwball ของยุค 60 ได้อย่างเต็มที่

แต่เมื่อเรื่องเดินทางลึกยิ่งขึ้น หนังเริ่ม “จม” ลงในปมต่างๆ ทั้งเรื่องการตลาด, ความผิดหวังส่วนตัวของตัวละคร, และแนวคิด “แผนฉุกเฉินปลอม‑ลวงโลก” ที่นำเสนอสำหรับการอพอลโลนัดนั้น แม้ว่าจุดนี้จะเพิ่มมิติของเนื้อหา แต่ก็กลายเป็นฉากที่ยืดยาว และทำให้อารมณ์เปลี่ยนอย่างฉับพลันจากฮาเป็นดราม่าหนัก ทั้งยังมีของ ‘มากเกิน’ จนดูเมามายกับแนวคิด conspiracy ไม่มีโฟกัสเด่นพอให้จดจำ

แม้ด้านภาพจะสวย งานออกแบบฉากย้อนยุคพิถีพิถัน จนให้ความรู้สึกสมจริง แต่ผู้ชมบางส่วนก็รู้สึกว่า บทหนังยังไม่สะอาด ละเอียดพอ บางฉากเหมือนแค่ “เสริมจังหวะ” มากกว่าจะมีผลต่อตัวละครอย่างแท้จริง ยิ่งฉากท้ายเมื่อหนังยังไม่ยอมจบแต่ดันเรื่อยไปอีกเกินจำเป็น ก็ยิ่งทำให้บางคน “ฟีดแบ็คว่า ทำออกมาราวกับเป็นสินค้า ไม่ใช่ศิลปะ”

การแสดงของ Johansson และ Tatum ถือเป็นเสาหลักที่ช่วยรับภาระเรื่องนี้เอาไว้ได้ เพราะพวกเขาทำได้ดีจริง มีเคมีน่ารักที่ยังพอดึงใจคนดูให้อยากไปดูฉากสวีตซ้ำ ๆ แต่พอหนังพยายามใส่ element เยอะขึ้น คุณภาพของการเล่าเรื่องก็ลดลงตามไปด้วย ดูไม่กระชับและไม่ลื่นไหลเหมือนแม้ว่ารายละเอียดจะน่าสนใจ

สุดท้าย Fly Me to the Moon คือ หนังโรแมนติก ที่พาเรากลับไปยังยุคทองของความรักและฝันแห่งอวกาศ แต่มันก็เป็นฝันที่ถูกทำให้ซับซ้อนเกินจำเป็น และอาจทิ้งร่องรอยให้คนดูรู้สึกว่าสูญเสียพลังของหนังรักที่ควรจะอบอุ่นและตรงไปตรงมาถ้าจบลงเร็วกว่านี้ หากคุณเป็นแฟนโรแมนคอมดั้งเดิมกับมนต์เสน่ห์ของ Scarlett & Channing มันอาจยังดูเพลิน แต่หากคุณอยากได้หนังรักที่ลงลึก บทชัด และโครงเรื่องไม่สับสน อาจต้องใช้ใจนิดนึง