รีวิว “Look Back ลุค แบ็ค” สั่นสะท้านทุกอารมณ์ แม้แอนิเมชันยังไม่ที่สุดก็ตาม

ลุค แบ็ค

ดำดิ่งกับความฝันและการเติบโตของวัยรุ่นที่มิอาจหลีกหนีความจริงได้ในภาพยนตร์ ลุค แบ็ค พาคุณผู้ชมสั่นสะท้านไปในทุกห้วงอารมณ์ความรู้สึกที่หากมองย้อนกลับมาคุณจะทำแบบนั้นหรือเปล่า?สร้างจากผลงานของ ฟูจิโมโตะทัตสึกิผู้สร้าง มังงะยอดฮิต โดยเนื้อหาของภาพยนตร์ค่อนข้างมีความน่าติดตาม แม้ว่าความซับซ้อนจะผ่อนเบาไปพอสมควรอีกทั้งงานแอนิชันอาจจะไม่ได้หวือหวามากนักแต่ให้อารมณ์การสื่อสารค่อนข้างดีเหมือนกันLook Back เล่าเรื่องราวของฟูจิโนะเธอเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาเจ้าของผลงานมังงะ 4 ช่องบนหนังสือพิมพ์ของนักเรียนและได้รับคำชื่นชมจากเพื่อนๆเป็นอย่างมากทว่าคุณครูของเธอบอกว่ามีเด็กนักเรียนคนหนึ่งเคียวโมโตะอยากส่งผลงานมังงะ 4 ช่องดูบ้างความหลงใหลที่พวกเธอมีให้กับมังงะคือสิ่งที่จะเชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันทว่ากลับมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเธอจนทำให้ทุกอย่างพังทลาย…

แอบเกินความคาดหมายของเราไปประมาณหนึ่งจริงๆสำหรับภาพยนตร์ Look Back เพราะด้วยระยะเวลาเพียง 60 นาทีจะสามารถสื่อสารปมปัญหาและความรู้สึกต่างๆออกมาได้จริงหรือแต่ภาพยนตร์สามารถทำออกมาได้จริง!ด้วยการเชื่อมโยงเด็กสาวสองคนซึ่งมีบุคลิกแตกต่างกันสุดขั้วโดยมีมังงะเป็นศูนย์กลางของกันและกันแม้ว่าโครงสร้างของเนื้อหามันจะดูไม่ซับซ้อนและเป็นเส้นตรงแต่การเติบโตของพวกเธอก็ไม่ได้เป็นไปได้ดีเสียทุกอย่างซึ่งเติมกราฟของเนื้อหาให้ไล่สูงไปมากยิ่งขึ้นฝั่งของการดำเนินเนื้อหามีการร้อยเรียงที่ดีเลยจริงๆ สร้างความทรงจำของความสุขและการเติบโตร่วมกันของเด็กสาวเมื่อพวกเขาสามารถก้าวข้ามจากขีดจำกัดของตนเองได้โดยแต่ละคนยังมีปมส่วนตัวบางอย่างที่ทำให้ชั้นเชิงในการเล่ามันเคล้าไปด้วยสีสันทางอารมณ์ที่หลากหลายอีกทั้งเนื้อหายังขายตรงในการมองย้อนกลับ ให้แฟนๆได้สัมผัสในวันที่เรามีความสุขที่สุด รู้สึกแย่ที่สุด หรือความรู้สึกใดเรารู้สึกที่สุด มักจะอยู่ในความทรงจำของเราเสมอทว่าความทรงจำเหล่านั้นมันก็อาจจะเลือนหายไปได้เช่นกัน นี่คืออีกหนึ่งมุมมองที่ภาพยนตร์ถ่ายทดออกมาให้เรารู้สึกว่าเราควรให้ความสำคัญในทุกๆครั้งที่เราอยู่กับคนที่รัก

แม้ว่าบางส่วนของเนื้อหาอาจจะส่งผ่านมิติอารมณ์หลักออกมาได้แต่การตีแผ่ความลึกซึ้งในช่วงเวลานั้นออกมายังไม่สามารถทำได้ดีมากนักอาจะเป็นเพราะระยะเวลาที่จำกัดจึงทำให้อิมแพ็คในการดึงเราเข้าสู่มิติของตัวละครขาดหายไปบ้างแต่แรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ที่เราได้รับจากเรื่องราวช่วงต่างๆยังเชื่อมโยงอารมณ์ของตัวละครออกมาได้กลมกล่อมอยู่เหมือนกันทว่าในส่วนของการออกแบบภาพและสร้างแอนิเมชันอาจจะยังไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆในฉากหรือของตัวละครเองอาจจะยังไม่ถึงกับสมบูรณ์มากนักและมีการลดการสร้าง แอนิเมชัน โดยใช้เพียงรูปภาพในการสื่อความหมายในช่วงเวลานั้นออกมาพอประมาณแต่ยังสานต่ออารมณ์ของตัวละครเหล่านั้นได้เช่นกันซึ่งนี่คือสิ่งที่ไม่ได้ขยี้ให้ลึกซึ้งอย่างที่เราเคยกล่าวไปนั่นเองแต่พาร์ทดนตรีประกอบหรือการพากย์เสียงเองยังทำได้ดีและเร้าอารมณ์ในจังหวะต่างๆ ให้เพิ่มมากขึ้น