นับว่าเป็นก้าวใหม่ของวงการ หนังไทย ในปี 2024 ที่สร้างออกมาได้น่าสนใจไม่น้อย สำหรับช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีภาพยนตร์แนวสยองขวัญดราม่าซอมบี้ตีแผ่เรื่องราวความฝันและการปกป้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งของเหล่าตัวละครในระหว่างสงครามพร้อมไอเดียใหม่ของซอมบี้ที่หากพวกเขายังมีสติและความรู้สึกนึกคิดเป็นของตนเองร้อยเรียงออกมาเป็นเนื้อหาอันแสนลึกซึ้งแต่กลับไม่ตราตรึงใจมากนักเนื่องจากบาดแผลของบทยังไม่น่าจดจำเท่ากับแผลของซอมบี้เอาเสียเลยแต่องค์ประกอบโดยรวมอื่นๆของภาพยนตร์เราขอชมว่าทำถึงทำโหดสมจริงสุดๆ ช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีพ เล่าเรื่องราวในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกพลมายังจังหวัดชุมพรทำให้กองกำลังทหารและกลุ่มยุวชนทหาร หน่วยช.พ.๑ถูกเกณฑ์เป็นกองกำลังต่อต้านทหารญี่ปุ่นแต่การเผชิญหน้าในสมรภูมิรบครั้งนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องรับมือไม่ใช่เพียงอาวุธธรรมดาที่สามารถคร่าชีวิตพวกเขาได้ แต่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ
แม้จะตีแผ่มุมมองใหม่ของ ภาพยนตร์แนวซอมบี้ แต่ยังคงมีกลิ่นอายที่คุ้นเคยเพราะเนื้อหาในการถ่ายทอดแทบจะเป็นสิ่งที่เดาทางได้ค่อนข้างง่ายและปะติดปะต่อความคิดระหว่างรับชมได้เร็วกว่าในการดำเนินเรื่องโดยมีการวางปมสโลแกนของตัวละครในแง่ความรักและสิ่งที่ต้องการจะปกป้องเหมือนเป็นประโยคฝังในสมองที่ค่อนข้างตั้งใจใส่เข้ามาแบบตรงๆและค่อยๆลงรายละเอียดในฉากต่างๆเพื่อให้สัมผัสกับความรู้สึกของตัวละครและบทที่ต้องการจะสื่อมากขึ้นซึ่งฉากหลักของภาพยนตร์จะอยู่ในระหว่างช่วงสงครามมุ่งตรงเนื้อหาไปที่ตัวละครหลัก เมฆ (นนกุล) และ หมอก (อัด อวัช) สองพี่น้องผู้ถูกสงครามบังคับให้สูญเสียความเป็นตัวเองโดยพวกเขาจะต้องลงสู่สมรภูมิที่เหนือความคาดหมายเมื่อมีเชื้อไวรัสที่สามารถพรากร่างกายของมนุษย์ให้กลายเป็นซอมบี้นี่คือไอเดียใหม่ที่ค่อนข้างน่าสนใจที่สุดของเรื่องเพราะหลังจากการกลายเป็นซอมบี้พวกเขาเหล่านี้ยังมีสติและความรู้สึกนึกคิดเป็นของตนเองทำให้มีอีกหลายมุมมองเล่าสอดแทรกเข้ามาเยอะพอสมควรทว่ามันกลับกลายเป็นแผลใหญ่เพราะว่าไม่ได้มีการขยี้เนื้อหาให้ทะลุปรุโปร่ง
เนื่องจากตัวละครค่อนข้างมีจำนวนเยอะจึงทำให้ความต่อเนื่องในการร้อยเรียงเนื้อหาเบาบางและไม่ได้ให้ความรู้สึกร่วมไปกับบางฉากบางตอนเพราะมีการเล่าออกมาครึ่งๆกลางๆรายละเอียดปลีกย่อยที่บทพยายามยัดเยียดใส่เข้ามาจึงทำให้บทเกิดเป็นแผลสดเสียยิ่งกว่าแผลบนร่างกายของซอมบี้ยกตัวอย่างของเมฆเป็นตัวละครที่ค่อนข้างมีเป้าหมายแต่ท้ายที่สุดมิติของเขาจางหายไปเลยแต่ถึงอย่างนั้นบทภาพยนตร์ยังคงมีแนวคิดที่ดี กล้าออกจากกรอบเดิมๆมีการเติมเชื้อไฟในเนื้อหาช่วงสงครามของการทำการทดลองการใช้อำนาจในทางมิชอบหรือแม้แต่ความสัมพันธ์ของตัวละครหลักออกมาได้อย่างลึกซึ้ง

