รีวิวหนังเรื่อง French Girl

รีวิวหนังเรื่อง French Girl

“French Girl” เป็น ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ ที่หยิบเอาความสัมพันธ์ที่ดูธรรมดามาเล่นกับฉากหลังอันสวยงามของเมืองควิเบกในแคนาดา หนังเล่าเรื่องของกอร์ดอน เชฟหนุ่มจากบรูคลินที่ต้องเดินทางไปยังบ้านเกิดของแฟนสาว โซฟี ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นงานใหม่ที่โรงแรมหรูในเมืองนั้น กอร์ดอนเองอยู่ในช่วงที่ชีวิตดูไม่มั่นคง ทั้งในด้านอาชีพและความสัมพันธ์ และทริปนี้ที่ควรจะเป็นเพียงการให้กำลังใจ กลับกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับรูบี้ อดีตแฟนเก่าของโซฟี ซึ่งไม่ใช่แค่คนเก่า แต่ยังเป็นหัวหน้าในที่ทำงานใหม่ของเธออีกด้วย

ตัวหนังใช้จังหวะของคอเมดี้อย่างคลาสสิก มุกตลกส่วนใหญ่เกิดจากความไม่เข้าใจทางวัฒนธรรม และความพยายามของกอร์ดอนในการปรับตัวเข้ากับครอบครัวฝรั่งเศส-แคนาเดียนของโซฟี ตั้งแต่พ่อผู้มีบุคลิกเด็ดขาดไปจนถึงญาติ ๆ ที่แสดงความเห็นแบบไม่เกรงใจอะไรทั้งสิ้น ฉากที่กอร์ดอนพยายามเอาตัวรอดจากโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยภาษาฝรั่งเศสและอาหารแปลกตากลายเป็นหนึ่งในฉากที่ฮาที่สุดในเรื่อง

Vanessa Hudgens ในบทรูบี้ ดูโดดเด่นและมีพลังมากกว่าใครในเรื่อง เธอใช้ความมั่นใจ ความเฉียบคม และเสน่ห์แบบเฉพาะตัว มาเป็นแรงกดดันทางจิตใจให้กับกอร์ดอนได้อย่างแนบเนียน ในขณะที่ Zach Braff รับบทกอร์ดอน ด้วยคาแร็กเตอร์ที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจและตลกแบบเชิงลึก มันมีช่วงที่น่าสงสารและน่าขบขันผสมปนเปกันไป แต่บางจังหวะเขากลับดูเหมือนคนหลุดจากเรื่องไปเสียเฉย ๆ

ตัวบทของหนังมีความเรียบง่ายมาก จนบางครั้งดูเหมือนซีรีส์หนึ่งตอนที่ถูกขยายความให้เป็นหนังยาว บางช่วงเหมือนจะเข้าใกล้ประเด็นสำคัญ เช่น การเปรียบเทียบความรักกับการเติบโต การละทิ้งอดีต หรือการเผชิญหน้ากับความกลัว แต่สุดท้ายหนังก็ไม่ได้นำเสนอสิ่งเหล่านี้อย่างลึกซึ้งเท่าที่ควร บทพูดหลายตอนดูเบาบางและง่ายเกินไป จนรู้สึกว่าอารมณ์ของตัวละครไม่ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างมีน้ำหนัก

อย่างไรก็ตาม หนังมีข้อดีอยู่ที่บรรยากาศโดยรวม ทั้งเมืองควิเบกที่สวยสะกด กล้องถ่ายภาพธรรมชาติและสถาปัตยกรรมของเมืองออกมาได้อย่างอบอุ่น ฉากในร้านอาหาร คาเฟ่ ถนนโบราณ กลายเป็นส่วนเติมเต็มอารมณ์ที่ดีมากของหนังเรื่องนี้ เพลงประกอบก็เลือกใช้ได้พอดิบพอดี ไม่โดดเด่นเกินไปแต่ช่วยพาอารมณ์ไหลลื่น

หากมองในแง่ของหนังที่ดูเพื่อคลายเครียด French Girl คือผลงานที่สามารถทำหน้าที่นั้นได้อย่างเหมาะสม มันอาจไม่ใช่หนังที่คุณจะหยิบมาดูซ้ำหรือพูดถึงในแง่คุณภาพบทหรือการเล่าเรื่อง แต่หากคุณชอบเสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ กลิ่นอายฝรั่งเศส ความสัมพันธ์ตลก ๆ กับพ่อแม่แฟน และการปะทะระหว่างอดีตกับปัจจุบันในแบบโรแมนติกสบาย ๆ เรื่องนี้ก็อาจทำให้คุณยิ้มได้ไม่มากก็น้อยในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งของมัน