รีวิวหนัง “The Fantastic Four: First Steps” ก้าวแรกเปี่ยมล้นด้วยหัวใจ ก้าวใหม่ที่แบกความคาดหวัง

หนังมาร์เวล

ถึงเวลาย่างก้าวเข้าสู่เฟสที่ที่น่าจะเป็นเฟสที่แฟนเดนตายของจักรวาลหนังมาร์เวลต่างคาดหวังเอาไว้ไม่น้อยว่าจะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งโดยที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถานการณ์จากเฟสที่ 4 กับ 5 ค่อนข้างล้มลุกคลุกคลานพอสมควรเพราะหลังจาก Avengers: Endgame ก็ดูเหมือนอะไรต่างๆในห้วงจักรวาลนี้ก็เคว้งหาทางกู่ไม่กลับนั่นจึงทำให้ The Fantastic Four: First Steps เดอะแฟนแทสติกจุดเริ่มต้นปฐมบทใหม่การชุบชีวิตใหม่อีกครั้งเล่าสี่กายสิทธิ์โดยมาร์เวลสร้างแท้ๆเรื่องนี้จะเป็นการจุดประกายความสตรองของมาร์เวลและทวงคืนศรัทธาที่หายไปอยู่หลายปีนี่คือเรื่องแรกของเดอะ แฟนแทสติก 4 พวกเขาดำรงอยู่เหมือนกับครอบครัวซูเปอร์ฮีโร่ท่ามกลางความภูมิใจของชาวเมืองและชาวโลกแต่แล้วก็ต้องเผชิญหน้าความท้าทายที่น่าหวาดหวั่นที่สุดของพวกเขาบีบบังคับให้พวกเขาต้องหาจุดสมดุลระหว่างบทบาทในฐานะของฮีโร่และพลังของความผูกพันธ์ในครอบครัวพวกเขาจะต้องปกป้องโลกจากเทพเจ้าจอมตะกละจากหวงอวกาศที่มีชื่อว่ากาแลคตัสและลูกสมุนที่ชื่อว่าซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ที่การตัดสินใจปกป้องโลกในครั้งนี้ทำให้ต้องติดอยู่ตรงกลางระหว่างทางเลือกที่เปราะบาง

แมตต์แชกแมนที่ถูกดึงตัวมาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลเพราะเอาเข้าจริงๆเขาค่อนข้างมีประสบการณ์น้อยมากๆในการสร้าง หนัง เคยแค่กำกับหนังเล็กๆอย่าง Cut Bank เมื่อสิบปีก่อนไว้เพียงเรื่องเดียวแต่เพราะว่าเขารังสรรค์ซีรีส์ WandaVision ให้กับมาร์เวลออกมาได้อย่างน่าประทับใจนี่จึงกลายเป็นการเลื่อนขั้นที่ท้าทายของแม้ว่าจะเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ทุนสร้างมหาศาลเรื่องแรกของชีวิตของเขาก็ตามซึ่งในผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็พบว่าเขาเข้ามาควบคุมงานสร้างได้ในระดับมาตรฐานของจักรวาล หนังมาร์เวล ไม่ได้พบอะไรที่หวือหวาแต่ก็ไม่ได้มีจุดที่วิตกกังวลอะไรกลายเป็นว่าการร้อยเรียงและลีลาในค่อนข้างเรียบง่าย ง่ายไปจนบางทีก็เกือบจะราบเรียบเกินเหตุด้วยซ้ำนี่อาจจะเป็นงานหนังมาร์เวลที่เหมือนกดปุ่มรีสตาร์ทใหม่มาพร้อมกับแต่ละจังหวะแบบเป็นขั้นเป็นตอนแทบจะไม่ออกนอกกรอบเลยสักนิดอารมณ์แบบเกือบหลับแต่ยังกลับมาได้ ยังไม่ใช่งานกำกับที่ดีแต่ก็ไม่มีมุมมองที่แย่

เรื่องนี้ได้ระดมทีมหัวกะทิที่มาร์เวลใช้บริการบ่อยๆมาช่วยเขียนบทหนังให้นำทีมโดยอีริกเพียร์สันที่เพิ่งจะสร้างสรรค์บทให้กับ Thunderbolts ไปหมาดๆก็กลายเป็นว่าขับเคลื่อนได้ดีเพราะบทสามารถนำทางเส้นเรื่องไปได้อย่างทรงประสิทธิภาพถึงแม้ว่าในแง่การใส่มิติต่างๆอาจจะไม่ได้หลากหลายเท่าไหร่นักแต่พล็อตได้กลายเป็นแม่เหล็กในการนำทางทุกส่วนได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งแบบที่ไม่ได้สัมผัสในหนังมาร์เวลมาได้สักพักนึงด้วยการที่ใส่พล็อตที่ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรเท่าไหร่ก็พลอยทำให้หนังเรื่องนี้ดูได้ง่ายๆและบางครั้งก็ง่ายจนแอบรู้สึกว่าค่อนข้างเพลย์เซฟเกินไปหรือเปล่านะ แต่การเลือกใช้ฉากหลังเป็นสังคมแบบสมัยช่วงยุค 50s-60s กลิ่นอายวินเทจแบบนี้ ก็กลายเป็นอีกส่วนที่ช่วยขับเสน่ห์ของหนังออกมาได้ไม่น้อยเช่นกัน เป็นการผสมผสานอัตลักษณ์ความโบราณเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆที่ไม่จำเป็นต้องขยายความอธิบายก็สื่อสารถึงผู้ชมได้เหมาะเจาะ