ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ ที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์แบบ “เพื่อนสนิทที่มีบางอย่างมากกว่ามิตรภาพ” ออกมาอย่างอบอุ่นและมีเสน่ห์ เรื่องราวติดตามวอลเลซ ชายหนุ่มที่ผ่านความรักล้มเหลวจนปิดกั้นตัวเองจากการมีความสัมพันธ์ใหม่ เขาได้พบกับแชนทรี หญิงสาวร่าเริง ฉลาด และมีมุมมองชีวิตที่สดใส ทั้งคู่เข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อและเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ทั้งตลก ขี้เล่น และลึกซึ้ง แต่ปัญหาคือแชนทรีมีแฟนอยู่แล้ว ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องดำเนินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างคำว่า “เพื่อน” กับความรู้สึกที่ค่อย ๆ เติบโตเกินกว่านั้น
ตลอดทั้งเรื่อง หนังใช้บทสนทนาเป็นหัวใจหลักในการสร้างเคมีระหว่างตัวละคร การโต้ตอบที่รวดเร็วและเต็มไปด้วยอารมณ์ขันช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟังบทสนทนาของเพื่อนสนิทจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ซ่อนความเปราะบางของหัวใจที่เริ่มผูกพันมากขึ้นเรื่อย ๆ บทภาพยนตร์ยังใส่ฉากเล็ก ๆ ที่สะท้อนถึงความห่วงใย เช่น การอยู่ข้างกันในวันที่อีกฝ่ายรู้สึกแย่ หรือการแลกเปลี่ยนความฝันและความกลัวในชีวิต

แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ในบทวอลเลซ แสดงออกถึงความจริงใจและความเก้อเขินได้อย่างมีเสน่ห์ ขณะที่โซอี้ คาซาน ในบทแชนทรี ก็เต็มไปด้วยพลังและความอบอุ่น ทำให้ผู้ชมเชื่อในความผูกพันของทั้งคู่แม้จะไม่มีฉากโรแมนติกโจ่งแจ้งมากนัก งานภาพของหนังมีโทนอบอุ่น ใช้แสงนุ่มนวลและฉากเมืองโตรอนโตเป็นฉากหลังที่ให้ความรู้สึกสบายตา เสริมให้บรรยากาศของเรื่องเป็นกันเอง
What If ไม่ได้เร่งรีบให้ตัวละครตกลงคบกัน แต่ค่อย ๆ ให้ความสัมพันธ์พัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติ และชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า บางครั้งคนที่ใช่อาจอยู่ตรงหน้าเรา เพียงแต่เราไม่กล้าเสี่ยงข้ามเส้นนั้นเพราะกลัวจะเสียสิ่งที่มีอยู่ไป หนังจบด้วยความหวานปนขมที่ทำให้รู้สึกทั้งอิ่มเอมและครุ่นคิดถึงความรักในชีวิตจริง

หนังยังใช้ฉากหลังของเมืองโตรอนโตมาช่วยสร้างบรรยากาศอย่างลงตัว ภาพถนน ร้านกาแฟ และมุมสงบของเมืองถูกถ่ายทอดด้วยโทนสีอบอุ่นและแสงธรรมชาติ เสริมให้ความรู้สึกในเรื่องทั้งเป็นกันเองและโรแมนติก เพลงประกอบก็ช่วยส่งอารมณ์ได้ดี ทั้งในฉากที่เบาสบายและฉากที่ตัวละครต้องเผชิญความรู้สึกลึก ๆ ในใจ
จึงไม่ใช่แค่ หนังรัก แต่เป็นการสำรวจความสัมพันธ์ที่ติดอยู่ระหว่าง “เพื่อน” กับ “คนรัก” และตั้งคำถามว่าบางครั้งความกลัวที่จะเสียสิ่งที่เรามี อาจทำให้เราพลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป หนังปิดท้ายด้วยรสชาติหวานปนขมที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกทั้งอิ่มเอมและได้คิดต่อว่าถ้าเป็นเรา…เราจะกล้าเสี่ยงข้ามเส้นนั้นหรือไม่

