ภาพยนตร์รัก ที่ทั้งหวาน ขม และจริงอย่างเจ็บปวด เล่าเรื่องผ่านสายตาของทอม ฮานเซน ชายหนุ่มนักเขียนการ์ดอวยพรที่เชื่อในรักแท้และพรหมลิขิต เขาตกหลุมรักซัมเมอร์ ฟินน์ หญิงสาวที่สวย ฉลาด และเต็มไปด้วยเสน่ห์ แต่มีความคิดเรื่องความรักตรงกันข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง เพราะซัมเมอร์ไม่เชื่อในรักแท้ และไม่ต้องการผูกมัดกับใคร
หนังเล่าเรื่องในลักษณะสลับเวลา ระหว่างช่วงที่ความรักกำลังเบ่งบาน กับช่วงที่ความสัมพันธ์เริ่มร้าวราน ตัวเลข “วัน” ที่ปรากฏในแต่ละฉากทำหน้าที่เหมือนบันทึกไทม์ไลน์อารมณ์ของทอม ผู้ชมจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากวันแรกที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น สดใส และการค้นพบกันและกัน ค่อย ๆ กลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและช่องว่างที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนไปถึงวันที่ทุกอย่างจบลง

อีกองค์ประกอบที่ทำให้หนังนี้เป็นที่จดจำคือการใช้ดนตรีประกอบอย่างชาญฉลาด เพลงในเรื่องไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่เป็นตัวขับเคลื่อนความรู้สึกและความทรงจำของตัวละครเพลง There Is a Light That Never Goes Out ของ The Smiths กลายเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาที่ทอมและซัมเมอร์รู้สึกเชื่อมโยงกันในครั้งแรก ในขณะที่เพลงอื่น ๆ ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันเพื่อสะท้อนสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปของทอมในแต่ละช่วงเวลา
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้นั้นมีเอกลักษณ์คือการถ่ายทอดความรักในมุมมองที่ไม่โรแมนติกจนเกินจริง แต่กลับตรงไปตรงมากับความรู้สึกของคนที่เคยรักและผิดหวัง การใช้โทนภาพ เพลงประกอบ และการตัดต่อแบบสร้างสรรค์ช่วยให้ผู้ชมรับรู้ทั้งความสุขล้นหัวใจและความเศร้าหนักหน่วงได้อย่างลึกซึ้ง บทสนทนาของทอมและซัมเมอร์เต็มไปด้วยเสน่ห์ ทั้งการหยอกล้อ ความเป็นเพื่อน และช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบคนรัก ซึ่งทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าทำไมทอมถึงหลงรักเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้น

โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ แสดงบททอมได้อย่างสมจริง ถ่ายทอดทั้งความเขิน ความหลง และความเจ็บปวด ขณะที่โซอี้ เดสชาเนล ในบทซัมเมอร์ก็ทำให้ตัวละครมีทั้งความน่ารักและความลึกลับที่ยากจะคาดเดา เคมีระหว่างทั้งคู่ทำให้ทุกฉากดูมีชีวิต แม้ในช่วงเวลาที่เงียบและไม่ต้องใช้คำพูด
500 Days of Summer จบลงด้วยรสชาติแบบ bittersweet ที่ทั้งเจ็บและสวยงาม มันบอกเราว่าความรักบางครั้งก็ไม่ได้มีคำอธิบายหรือบทสรุปที่สมบูรณ์ แต่ทุกช่วงเวลาที่เราเคยมีร่วมกัน ทั้งสุขและทุกข์ จะยังคงอยู่ในความทรงจำ และบางครั้งการจากลาก็อาจเป็นประตูไปสู่เรื่องราวใหม่ที่เรายังไม่รู้ว่าจะพาเราไปไหน

