นี่คือผลงานกำกับและเขียนบทของเฟลิกซ์ฉงหรือฉงเหวียนเชงผู้กำกับที่เติบโตมาจากการเขียนบทหนังดังมากมายในยุคกลับมารุ่งโรจน์ของหนังฮ่องกงเช่น Initial D และเปรี้ยงที่สุดกับผลงานไตรภาคที่โดดเด่นและได้รับคำชมมากมายโดยเฉพาะเรื่องของบท ภาพยนตร์ ที่เขาร่วมดูแลแม้ช่วงหลังฉงเหวียนเชงได้หันมาเขียนบทและกำกับหนังของตนเองและมีโอกาสร่วมงานกับนักแสดงดังหลายคนแต่เขาก็ไม่เคยได้คู่ขวัญแห่งเกาะฮ่องกงยุคใหม่ทั้งเหลียงเฉาเหว่ยและหลิวเต๋อหัว กลับมาปะทะกันอีกครั้งเลยจนกระทั่งหนังเรื่องนี้ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่ามันคือปัจจัยความน่าดูหลักสำหรับคอหนังฮ่องกงแล้วแต่มันก็มาพร้อมกับดาบสองคมที่ว่าคนคาดหวังจะได้ดูการเชือดเฉือนบวกแอ็กชันเดือดๆ อย่างในซึ่งมันไม่ได้ทดแทนได้เลย
หนังอิงเรื่องจริงจากคดีทางเศรษฐกิจแห่งประวัติศาสตร์ของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ชาวสิงคโปร์นามจอร์จตันที่มาสร้างตัวในฮ่องกงผ่านการซื้อเพื่อขายเก็งกำไรโดยบทนี้รับบทโดยเหลียงเฉาเหว่ยและ หนัง เบี่ยงมาใช้ชื่อเฉิงยี่เหยียนแทนในขณะที่รอบนี้หลิวเต๋อหัวก็ได้มาทำหน้าที่พนักงานสอบสวนคดีทุจริตที่ซื่อตรงด้วยความที่สร้างจากเรื่องจริงและเป็นคดีด้านธุรกิจจึงมีศัพท์เฉพาะหรือคำอธิบายเชิงเทคนิคค่อนข้างมากและอาจเพราะกลัวว่าคนดูจะหาวเบื่อจึงมีการตัดสลับห้วงเวลาไปมาหลายครั้งเพื่อให้เรื่องราวน่าสนใจขึ้นแต่ดันได้ผลพวงคือถ้าแยกช่วงเวลาในเรื่องไม่ออกจะงงเรื่องราวไปเยอะเลยยิ่งการเดินเรื่องรวดเร็วผ่านบทสนทนามากมายเหมือนกลัวความยาวหนังกว่า2ชั่วโมงจะยังไม่สามารถจบลงยิ่งชวนให้นึกถึงหนังออสการ์สาขาบทยอดเยี่ยมอย่าง The Big Short (2015) ที่เล่าเรื่องราวการล้มทางเศรษฐกิจจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์คล้ายกันของอเมริกาด้วย
แต่ข้อเทียบที่ทำให้ได้เปรียบกว่าคือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั้นเพิ่งเกิดไม่นานและส่งผลกระทบทั่วโลกคนดูไม่ว่าจะชาติไหนก็น่าจะอินเรื่องราวได้มากกว่าเหตุการณ์บนเกาะฮ่องกงตั้งแต่ยุค 1970 อะไรอย่างนั้น ช่วงหนึ่งที่ดู The Goldfinger อยู่ถึงกับมีคิดขึ้นมาบ้างว่าเขาทำมาให้คนฮ่องกง (หรือที่ถูกอ้างถึงอย่างมาเลเซีย) ดูกันเองมากกว่าจะให้คนชาติอื่นดู

