เรื่อง Mask Girl คิมโมมี ฝันที่จะเป็นดาราคนดัง เธอจึงฝึกทักษะให้เป็นที่ชื่นชอบตั้งแต่เด็ก ติดอยู่เพียงว่าเธอไม่มีใบหน้าที่สวย จึงต้องสวมหน้ากากเป็นสาวนิรนามฉายา มาสก์เกิร์ล ให้ความบันเทิงกับผู้ชมขาหื่นในโลกออนไลน์ แต่ชะตาชีวิตเธอก็เล่นตลกให้ต้องไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมเปื้อนเลือดจนได้จากหน้าหนังในตอนแรกเราจะรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้อารมณ์คล้าย ‘The Naked Director’ (2019) แต่เข้าจริงแล้วหากลองได้ชมจนจบจะรู้เลยว่ามันมีความพิเศษแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงก็เป็นอีกซีรีส์ที่ช่วยย้ำชัดไปเรื่อย ๆ ว่าซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีมันต้องแข็งแรงตั้งแต่รากฐานวรรณกรรม จะนิยาย มังงะ หรือเว็บตูนตามสมัยนิยมก็ตามที
สนับสนุนงานเหล่านี้ใช้เงินไม่มากเท่ากับหนังหนึ่งเรื่อง Mask Girl แล้วพอสิ่งเหล่านี้แข็งแรงก็เหมือนมีงานพรีโปรดักชันที่ดีไปขั้นหนึ่งแล้วเอาไปต่อยอดทำหนังทำ ซีรีส์ ที่ต้องใช้ทุนสูงตามมามันก็จะได้เห็นโมเดลธุรกิจหรือกลุ่มเป้าหมายง่ายขึ้นผู้กำกับ คิมยองฮุนถือว่าเป็นชื่อค่อนข้างใหม่สำหรับคอหนังคอซีรีส์แม้แต่ที่ติดตามงานของเกาหลีเองก็ตามเขามีผลงานกำกับเท่าที่เจอเพียง 2 เรื่อง คือหนัง Beasts Clawing At Straws ที่ไปพึ่งพิงต้นธารจากพี่ใหญ่ด้านวัฒนธรรมคอนเทนต์อย่างญี่ปุ่น ด้วยการนำนิยายแนวอาชญากรรมหลากเส้นเรื่องหลายตัวละครที่ชวนอลวนอลหม่านของอาจารย์โซเนะเคสุเกะมาดัดแปลงเป็นหนังเปิดตัวซึ่งก็เห็นเส้นสายลายมือในฐานะนักเล่าเรื่องที่สั่งสมประสบการณ์จากการเป็นนักพัฒนาคอนเทนต์ในค่ายใหญ่อย่าง CJ มาก่อนได้อย่างดี
จากผลงานเรื่องแรก เลยไม่แปลกใจที่ถ้าจะหาใครสักคนมาดัดแปลงงานต้นธารจากเว็บตูนของเกาหลีเองของอาจารย์ Mae Mi อย่างเรื่องในช่วงปี 2015-2018 ที่มีความดาร์กคอมเมดีหลากตัวละครหลายมุมมองคล้ายกันให้ออกมาได้อย่างเด็ดดวง ผู้กำกับคิม ยองฮุน จึงควรได้สิทธิ์นั้นเป็นคนแรกๆ ตัว ซีรีส์เกาหลี มีทั้งหมด 7 ตอน ในช่วงแรกเป็นการเล่าผ่านสายตาของตัวละครหนึ่งตัวต่อหนึ่งตอน เริ่มจากตัวเอกคิมโมมีที่อยากเป็นไอดอลแต่หน้าตาไม่สะสวย ดีว่าเธอหุ่นแซ่บ จึงใช้หน้ากากปิดบังใบหน้าและไลฟ์โชว์ออนไลน์เรียกเงินและความนิยมได้มหาศาล ว่ากันตามจริงเธอมีทักษะทั้งการเต้นและการร้องเพลงตลอดจนให้ความบันเทิงผู้ชมของเธออย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
ติดแค่เรื่องหน้าตาเท่านั้น ซึ่งก็เสียดสีความหมายของคนบันเทิงได้น่าสนใจ การซ่อนความลับในโลกหลังหน้ากากและโลกที่ไร้หน้ากากซึ่งเธอเป็นเพียงสาวออฟฟิศสุดจืดจาง จึงเป็นที่มาที่ทำให้เธอไปพัวพันกับการฆาตกรรมชวนขำขื่นในที่สุดจากนั้นเราก็จะได้เห็นเรื่องราวเดียวกันจากอีกตัวละครที่ในสายตาของคิมโมมีจากตอนแรกไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน ทำให้ผู้ชมจึงเพิ่งได้รู้ว่าเหตุการณ์หลายอย่างมีตัวละครอื่นขับดันอยู่เบื้องหลังด้วยก็ตอนนี้เอง เป็นกลวิธีการเปลี่ยนมุมเล่าเรื่องที่ฉลาด เรื่องราวจะถูกเล่าผ่านสายตาตัวละครอื่นผลัดกันไปอีกประมาณ 2-3 ตอน ก่อนจะเริ่มมีการเล่าแบบใช้เส้นเรื่องเหลื่อมเวลามาเล่าขมวดในช่วงครึ่งหลังได้อย่างเข้มข้น
ว่ากันถึงตอนนี้ต้องบอกว่าตัวซีรีส์มีการดัดแปลงที่ดีพอสมควร สามารถกลบจุดอ่อนเดิมจากตัวเว็บตูนที่บุคลิกตัวละครคิมมีโมจะไม่ค่อยน่าเอาใจช่วยนัก ให้มาดูน่าสงสารและดูชะตาเล่นตลกกับเธอมากกว่าจะกระทำตัวเอง และด้วยการปูเรื่องช่วงต้นของซีรีส์ก็ต้องบอกว่าคนที่ไม่ค่อยชินกับหนังแนวนี้อาจจะงง ๆ สักนิดว่ามันจะอารมณ์ไหน ดูจิต ๆ ดาร์ก ๆ แต่ก็มีความโบ๊ะบ๊ะขำพอประมาณ แต่ถ้าใครชินกับแนวตลกร้ายหน้าตาย นี่คืออะไรที่บันเทิงมาก ๆ
ถ้าจะให้พูดโดยรวมว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นหนังแนวไหนก็ต้องบอกว่าเป็นแนวดาร์กคอมเมดีเสียดสีสังคมร่วมสมัย ที่มีพลอตประชดประชันความหมายของแม่ลูกซ้อนหลังอยู่ในที แต่ละตัวละครนำเสนอปมแม่และลูกได้อย่างน่าสนใจว่าเด็กคนหนึ่งจะโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหนจากทัศนคติของแม่ที่ต่างกัน ซึ่งเราอาจจะแบ่งย่อยแนวของซีรีส์ลงไปอีกตามใบหน้าของคิมโมมีที่เปลี่ยนไปตามท้องเรื่องจากทั้งการศัลยกรรมและการแก่ชราได้อีกที

