The Sleep หลับ ลึก หลอน คือ ภาพยนตร์เกาหลีใต้ ผลงานการกำกับภาพยนตร์ยาวครั้งแรกของ เจสัน ยู ว่าด้วยเรื่องราวของสองคู่รัก ซูจิน (จองยูมิ) กับ ฮยอนซู (อีซอนคยุน) ที่คืนหนึ่งสามีของเธอได้เริ่มทำตัวแปลกไปขณะนอนหลับ ซูจินที่ตื่นขึ้นมากลางดึกและรับรู้การกระทำต่างๆ จึงปรึกษาหารือกับฮยอนซูถึงเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกับพากันไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษา แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ซูจินก็เริ่มค้นพบว่าเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับสามีของเธออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับชายแก่คนหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน ทำให้เธอเริ่มขุดคุ้ยหาความจริงที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว
เนื้อหาเรื่อง The Sleep หลับ ลึก หลอน
ข้อน่าสังเกตสำคัญของ Sleep คือภาพยนตร์เลือกที่จะแบ่งแยกส่วนการเล่าเรื่องออกเป็น 3 ส่วน โดยใช้รูปแบบของ ‘บท’ เป็นตัวบอกเล่าการกระทำและ ความแปลกประหลาด ที่เกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งพลังของการแบ่งแยกนี้ได้สำแดงฤทธิ์ เมื่อมันค่อยๆ เผยให้เห็นถึงอาการเจ็บป่วยทางจิตที่กัดกินตัวละครอย่างช้าๆ จนนำไปสู่บทสรุปของเรื่องราวที่ทั้งสยดสยองและหดหู่ในเวลาเดียวกัน

แต่ที่น่าสนใจจริงๆ คือมันเปิดพื้นที่ให้คนดูได้ตั้งคำถามถึงความจริงมากกว่าที่จะตอบหรือเล่าอย่างตรงไปตรงมา การใช้ช่องว่างของเวลาในการแบ่งส่วนการเล่า รวมไปถึงตอนจบในช่วงท้ายจึงกลายเป็นพื้นที่ว่างให้ผู้ชมสามารถปันเสริมเติมแต่งสิ่งที่ตัวเองนึกคิดลงไปได้ อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงของ หลับ ลึก หลอน เมื่อครั้งฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ คือมันเป็นภาพยนตร์ ระทึกขวัญ ที่มีไวยากรณ์ที่แปลก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาพยนตร์นั้นสอดแทรกนัยของความเป็น ‘หญิง’ และ ‘ชาย’ ผ่านมวลสารแกนกลางของเรื่องราวที่จับต้องไม่ได้อย่าง ‘ผี’ หรือถ้าว่ากันตามตรง ภาพยนตร์ไม่ได้มีแค่ความหลอนที่มาจากเหตุการณ์แปลกประหลาดยามนอนหลับ แต่พูดถึงปัญหาครอบครัว การแต่งงาน ความงมงาย ไปจนถึงความยากลำบากของการเกิดเป็นหญิงได้อย่างแนบเนียน ทำให้องค์รวมทั้งหมดของภาพยนตร์ไม่จำเป็นต้องมีผีเป็นตัวเป็นตนก็สามารถมีพลังในการเล่าเรื่องได้
ในแง่หนึ่ง เมื่อมองถึงนักแสดงอย่าง จองยูมิ ซึ่งเป็นคนขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมดของภาพยนตร์ก็คงพูดได้อย่างไม่เคอะเขินว่า เธอนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งในบท ซูจิน เพราะหากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ในเธอเคยรับบทเป็น คิมจียอง หญิงสาวที่มีชะตากรรมไม่ต่างอะไรกับตัวละครในเรื่องนี้ของเธอ ความคล้ายคลึงกันนั้นราวกับถูกวางทาบและเขียนออกมาอีกครั้งในแอ็กชันที่ต่างกันแต่บริบทยังคงเดิม นั่นคือการพูดถึงภาระหน้าที่ของผู้เป็นแม่ในสังคมครอบครัว

แม้เรื่องราวส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่ภายในบ้าน แต่กลิ่นอายความลึกลับที่ผู้สร้างพยายามทิ้งเอาไว้ให้คนดูก็สามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ด้านหนึ่งคือสร้างความหวาดหวั่นให้กับสถานการณ์ที่ค่อยๆ ไต่ระดับไปตามจังหวะที่ภาพยนตร์เล่า แต่อีกด้านคือการสร้างปมเงื่อนที่คนดูอาจจะต้องกลับไปนั่งทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวทั้งหมดที่ตัวละครเผชิญเป็นเรื่องของผีสางวิญญาณร้ายหรืออาการเจ็บป่วยทางจิตที่เกิดจากการแบกรับภาระในครอบครัว
ในภาพรวม Sleep จึงกลายเป็นมากกว่าภาพยนตร์ที่นำเสนอตัวเองเอาไว้ผ่านโปสเตอร์หรือตัวอย่าง เพราะเนื้อในของภาพยนตร์ได้ขยับขยายมิติความน่ากลัวที่อาจไม่ได้มาจากไหนไกลแต่มาจากคนในครอบครัว ขณะเดียวกันก็สะท้อนแง่มุมปัญหาได้อย่างชวนครุ่นคิดภายใต้คราบของภาพยนตร์สยองขวัญ
นอกจากนี้การสลับตำแหน่งแกนกลางของเรื่องที่ในช่วงแรกจะให้กับความสำคัญกับเหตุการณ์แปลกประหลาดของผู้ชาย แต่ในช่วงกลางถึงท้ายจะให้น้ำหนักกับผลกระทบที่เกิดกับผู้หญิง ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าผู้กำกับนั้นเข้าใจเป็นอย่างดีว่าตัวเองกำลังต้องการจะสื่อสารอะไร การเกลี่ยน้ำหนักของตัวละครทั้งสองโดยแบ่งแยกช่วงเวลาผิดปกติที่สวนทางกันจึงกลายเป็นกลไกการเล่าเรื่องที่ทำให้เห็นความลึกตื้นหนาบางของพวกเขาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

