รีวิวหนัง Disenchanted มหัศจรรย์รักข้ามภพ 2 และ 15 ปีที่รอคอยให้แม่กลับมา!

Disenchanted
Disenchanted

เผลอแปบเดียว..ก็ผ่านไป 15 ปีเต็มแล้ว ที่ภาคแรกของ หนังแฟนตาซี เจ้าหญิงเรื่องนี้ได้ออกสู่สายตาผู้ชม และกลายเป็นหนึ่งในหนังที่ตราตรึงอยู่ในใจผู้ชมมาช่วงทศวรรษ แต่ความสุดชั่วนิจนิรันดร์มันอาจจะยังไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เผลอ ๆ ความสุขนั้น..มันอาจจะไม่มีอยู่จริง จึงกลายมาเป็นที่มาของหนังภาคใหม่ Disenchanted มหัศจรรย์รักข้ามภพกับเวทมนตร์อลเวง ที่กลับมาสานต่อเรื่องราวในจักรวาลเดิม ท่ามกลางไทม์ไลน์ที่ไหลไปตามเวลา พร้อมด้วยทีมนักแสดงชุดเดิมที่กลับมาแบบอัดแน่น ร่วมด้วยบทเพลงอันเป็นเอกลักษณ์

Disenchanted มหัศจรรย์รักข้ามภพ 2 เป็นเรื่องราวหลังจาก 10 ปีให้หลังจากความสุขชั่วนิจนิรันดร์ของ จีเซล ที่ได้ครองคู่กับ โรเบิร์ต และดูแลลูกสาว มอร์แกน จนเติบใหญ่ขึ้นเป็นวัยรุ่น แต่เธอกลับพบว่ามันยังไม่ใช่ความสุขในแบบที่เธอต้องหาร เธอจึงได้ย้ายออกไปอยู่หมู่บ้านแถบชานเมืองที่ชื่อว่า มอนโรวิลล์ ที่มีผู้นำชุมชนรสนิยมเริ่ด อย่าง มัลวินา มอนโร ผู้ซึ่งตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเธอแต่ความสุขที่สมูบรณ์แบบดั่งเทพนิยายในอุดมคติของจีเซลได้ถูกสั่นคลอน

เมื่อได้ใช้เวทมนตร์จากอาณาจักรแอนดาเลเซียที่กำลังทำให้สถานการณ์ตกอยู่ในอันตราย เช่นเดียวกับครอบครัวที่เธอรักและหวงแหนก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เธอจึงต้องหาวิธีช่วยยับยั้งภัยคุกคามนี้ก่อนที่จะสายเกินไปและนี่คือการต่อเติมและเติมเต็มจากโลกเทพนิยายต้นฉบับที่ห่างเหินมากว่า 10 ปี ความทรงจำเดิม ๆ เริ่มทำงานกลับมาอีกครั้งนับตั้งแต่นาทีแรกของหนังเรื่องนี้ที่เริ่มต้นขึ้น เพราะยังคงเริ่มเล่าเรื่องราวด้วยเอกลักษณ์ดั้งเดิม

ด้วยการจุดประกายจากการเป็นหนังแอนิเมชั่นก่อน แล้วจึงค่อยนำมาสู่เรื่องราวในฉบับคนแสดง เป็นการเคารพเสน่ห์ของต้นฉบับโดยแท้ในภาคนี้ได้ผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวพ่อแห่งวงการมิวสิคัล อย่าง “อดัม แชงก์แมน” (จากซีรีส์ Glee และหนัง Hairspray) มาดูแล เรียกได้ว่าน่าจะไว้วางใจเขาได้เลย กับหนังตลกแฟนตาซีที่มีองค์ประกอบของความเพ้อฝันและล้ำเลิศด้านจินตนาการ

ที่ควบคู่กับท่วงทำนองบทเพลงอันเป็นเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ ทำให้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องวิสัยทัศน์ของเขาในการใส่เข้ามาในหนังเรื่องนี้ถึงแม้ว่าบทหนังภาคต่อจะค่อนข้างขาดเสน่ห์ไปแบบเทียบกับภาคแรกไม่ได้ เพราะถูกทดแทนเข้าไปด้วยลูกเล่นและสูตรสำเร็จจำเจเดิม ๆ สไตล์หนังพร่ำเพ้อเทพนิยายของดิสนีย์ เป็นภาคเสริมเรื่องราวที่ไม่ได้มีอะไรที่หนักแน่นและโครงเรื่องที่แข็งแรงอะไรเท่าไหร่ เกือบจะเป็นลิเกในโรงละครที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี แม้ว่าอินเนอร์ของหนังจะมีพัฒนาการที่เติบโตขึ้นบ้าง แต่กลับยังไม่เข้มข้นจัดจ้านอย่างที่ควรจะเป็นสักเท่าไหร่

หากคุณเป็นเป็นสายมิวสิคัลและเฝ้ารอฟังท่วงทำนองเพลงประกอบในหนังเรื่องนี้ คิดว่าไม่น่าจะผิดหวัง เพราะในภาคต่อภาคนี้ได้ใส่เพลงเข้ามาได้อย่างจัดเต็ม โดยบทเพลงต่าง ๆ ยังคงหยิบเอากลิ่นอายดั้งเดิมของหนังภาคแรกมาดัดแปลงใช้อยู่ในหลายส่วน ผสมผสานเข้ากับเพลงใหม่สไตล์ดิสนีย์ที่คุ้นเคย ที่ยังจรรโลงใจไม่ว่าจะฟังเวอร์ชั่นออริจินัลและเสียงพากย์ไทย สำนานการเพลงเนื้อทำนองเพลงยังต้องยกนิ้วให้อยู่

เนื่องจากจะมีเรื่องราวที่เติบโตขึ้นแล้ว ตัวละครของหนังก็ยังเติบโตขึ้นด้วย ทั้งวุฒิภาวะและวัยวุฒิของตัวละคร โชคดีที่เรายังได้เห็น “เอมี่ อดัมส์” กับ “แพทริค เดมป์ซีย์” กลับมารับเดิมของพวกเขาอีกครั้ง แม้จะเห็นได้ชัดเลยว่ารูปลักษณ์ของพวกเขาก็ได้โรยร่วงไปตามกาลเวลา มีอายุขึ้น และมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น แต่การแสดงของพวกเขาก็ยังน่าหลงใหล และมอบความเป็นมืออาชีพให้กับคาแรกเตอร์ได้ดี ในหนังที่บทยังค่อนข้างเปราะบาง

และเราก็ยังได้เห็นหนูน้อย “แกเบรียล่า บัลแดชชิโน” กลับมาเป็นลูกสาวอีกครั้ง ด้วยบทที่เติบใหญ่ขึ้น ถึงบทของเธอจะค่อนข้างซ้ำซากและดูไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่ แต่ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่ชวนคิดถึงและเป็นอีกสีสันให้กับเรื่องนี้ เช่นเดียวกับ “เจมส์ มาร์สเดน” กับ “เอดินา เมนเซล” ที่ยังมาปรากฏตัวอีกครั้ง ที่พวกเขายังคงเหมือนเดิม (แค่กาลเวลาผ่านไปเท่านั้น) ทุก ๆ คาแรกเตอร์ดั้งเดิมยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่เราต่างคิดถึง