Sword Art Online Progressive: Scherzo of Deep Night ควงดาบฟาดฟันความหลัง ในเส้นทางแห่งเกมมรณะ

Sword Art Online
Sword Art Online

Sword Art Online หรือ SAO เป็นแฟรนไชส์ อนิเมะ ที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 2012 โดยได้ A-1 Picture สตูดิโอที่ผลิตอนิเมะชื่อดังมากมาย อาทิ Fairy Tail, Black Butler มาเป็นผู้สร้าง ซึ่งก็ได้ดัดแปลงเนื้อหาจากไลท์โนเวลในชื่อเดียวกัน และต่อมา SAO ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ชนิดว่าเมื่อพูดถึงอนิเมะ แนวพระเอกเก่ง, แนวตัวเอกติดอยู่ในเกม หรือแนวต่างโลก ก็มักจะมีชื่อของ SAO อยู่ในลิสต์ของแฟนคลับทุกครั้งไปเล่าเรื่องเกี่ยวกับเกมออนไลน์เสมือนจริงที่ชื่อถูกสร้างขึ้นมาในปี 2022 และผู้เล่นที่จะเข้าเล่นได้ต้องสวมใส่อุปกรณ์ที่มีชื่อว่า เนิฟเกียร์

ซึ่งเป็นหมวกกันน็อกที่ทำให้ผู้ใช้รับรู้ถึงสัมผัสทั้งห้าของตนเองหรือง่ายๆ ก็คือเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ผู้เล่นเอาตัวเองเข้าไปในโลกเสมือนจริงได้นั่นแหละ แต่แล้ววันหนึ่ง อยู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ที่ผู้เล่นกว่าหมื่นคน พบว่าตนเองไม่สามารถล็อกเอาต์ออกจากเกมได้ และวิธีเดียวที่จะทำให้พวกเขาเป็นอิสระได้นั้นก็คือ การเอาชนะบอสที่อยู่ในหอคอย Aincrad ชั้นที่ 100 ทว่าการจะเอาชนะมันก็ไม่ง่ายแบบนั้น เมื่อระบบได้บอกว่าหากผู้เล่นตายในเกม เนิฟเกียร์จะส่งกระแสไฟฟ้าไปทำลายสมอง ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นคนนั้นตายในชีวิตจริงด้วย

และหากเนิฟเกียร์หลุดออกจากหัว ผู้เล่นก็ต้องตายด้วยเช่นกัน ดังนั้นเกมมรณะที่เดิมพันด้วยชีวิตจึงเริ่มขึ้น โดยปกติ SAO จะดำเนินเรื่องที่พระเอกอย่างคิริโตะเป็นหลัก แต่ในจะสลับการเล่าเรื่องเป็นในมุมมองของนางเอกอย่างอาสึนะแทน ซึ่งในภาค Progressive ก็จะพาเราย้อนกลับไปในตอนที่พวกเขา เข้ามาติดอยู่ในเกมนี้ใหม่ ๆ พร้อมกับเจาะลึกถึงอดีบางอย่างที่ไม่เคยเล่าและหยิบความเปราะบางในจิตใจขออาสึนะมาแสดงให้ชัดเจนขึ้น

ภาค Scherzo นี้ถือเป็นภาคต่อของ Aria of a Starless Night ซึ่งดำเนินเนื้อเรื่องในช่วงที่กลุ่มของอาสึนะและคิริโตะขึ้นไปถึงหอคอย Aincrad ชั้นที่ 4 โดยภาคนี้จะไม่ได้เน้นเนื้อหาที่อาสึนะคนเดียวเหมือนภาค Aria แต่จะมีการเพิ่มมุมมองของคนอื่น ๆ รอบตัวอาสึนะเข้ามาด้วย รวมทั้งคิริโตะที่คราวนี้ก็มีบทบาทมากขึ้น แถมยังสอดแทรกเรื่องราวบางส่วนที่ไม่ได้ถูกเล่าในภาคปกติเข้ามา ทำให้คนที่เคยดูภาคปกติมาแล้ว

ก็สามารถดูภาคนี้ได้สนุกขึ้นสำหรับการเดินเรื่องนั้น ด้วยความที่ภาคนี้อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนมาจากภาคแรก ทำให้หนังค่อนข้างเดาทางง่าย แม้จะมีการดำเนินเรื่องอย่างรวบรัด แต่ด้วยความที่เราทราบถึงสิ่งที่จะเกิดต่อไปของเนื้อเรื่องอยู่แล้ว ทำให้หนังค่อนข้างขาด Motivation ต่อคนดูเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนที่ชอบจริงๆ

ก็คงเป็นฉากบอสไฟต์ความยาว 10 นาที ในช่วงท้ายเรื่อง ที่หนังค่อนข้างกระจายบทตัวละครได้ดี แถมลำดับฉากแอ็กชันได้มันสะใจเอามากๆ ด้วยความที่เป็นภาคที่ 2 ของตระกูล Progressive ซึ่งอ้างอิงเนื้อหาบางส่วนมาจากภาคหลัก ทำให้ในภาคนี้ไม่มีการย้อนความใด ๆ และดำเนินเรื่องไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ถ้าใครจะมาดู SAO เป็นครั้งแรก ขอแนะนำให้ดูภาคมาก่อนจะดีกว่า เพราะจะได้ซึมซับกับเนื้อหาที่หนังได้วางเอาไว้ และทำให้อินกับเรื่องราวบางส่วนได้มากขึ้น