รีวิวหนัง Caught Stealing คนเดือดขวางทางโจร บันเทิงจรรโลงใจ ย่อยง่ายที่สุดของคุณพี่ดาร์เรน

Caught Stealing
Caught Stealing

สารภาพตรงๆ เลยว่าแค่ได้ยินชื่อผู้กำกับ “ดาร์เรน อโรนอฟสกี” ก็ยกแขนขึ้นมาตั้งการ์ดโดยสัญชาตญาณเลย เพราะนำมาเป็นเกราะป้องกันในการเสพย์ผลงานอันมีสไตล์ของเขา ที่มีหลาย ๆ ครั้งก็ยังไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่จะสื่อเท่าไหร่ แต่ในปีนี้เขาดันกลับมารังสรรค์ หนัง ที่ดูจะเป็นผลงานเชิงพาณิชย์ที่สุดในรอบหลายปี เป็นหนังสตูดิโอทั่วไป อย่าง Caught Stealing คนเดือดขวางทางโจรก็เพียงพอที่จะลดระดับการตั้งการ์ดลงไปสักหน่อย พร้อมกับเปิดใจรับงานชิ้นนี้ ที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามันเป็นงานศิลป์ที่ย่อยง่ายที่สุดของพี่ผู้กำกับคนนี้แล้ว

แฮงค์ ธอมป์สัน อดีตนักเบสบอลผู้หมดไฟ ได้ค้นพบว่าตัวเองเข้าไปพัวพันกับการดิ้นรนเอาชีวิตรอด ท่ามกลางโลกอาชญากรรมใต้ดินของนครนิวยอร์กในช่วงทศวรรษ 1990 อย่างไม่คาดฝัน เขาถูกบีบบังคับให้มุ่งหน้าไปในโลกอันตรายที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากผลแห่งการกระทำที่ตัวเองไม่ได้ก่อและไม่ได้มีส่วนข้องเกี่ยวด้วย แต่กลับต้องมารับผลกรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยหนังเรื่อง Caught Stealing คนเดือดขวางทางโจร นี้เป็นการหยิบเอานิยายอาชญากรรมปนขำขายดีของ “ชาร์ลี ฮัสตัน” มาขึ้นจอ

พร้อมกับยังได้เจ้าตัวที่เป็นต้นฉบับนิยายมาทำการปรุงแต่งบทหนังให้เองด้วย จึงทำให้อรรถรสของหนังเรื่องนี้กลายออกมาเป็นตลกร้ายที่สอดแทรกไปด้วยความบันเทิงแบบเฉียบ ๆ ปะปนกับประเด็นอาชญากรรมที่ไม่รู้สึกหนักแต่ก็ไม่ได้เบาโหว่งใด ๆ กะเทาะออกมาเป็นผลผลิตที่กำลังเหมาะเจาะและรสชาติกำลังกลมกล่อมพอดี เริงใจและเร้าใจได้ตลอด 100 นาทีนิด ๆ ของหนังเรื่องนี้ ดาร์เรน อโรนอฟสกี มาเพียงสร้างหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ เขามีหน้าที่แค่กำกับและอำนวยการสร้างหนัง นับว่าเป็นการแบ่งส่วนที่กำลังพอดี

เพราะกลายเป็นว่าเขาได้ใช้เอกลักษณ์และลูกเล่นในแบบของเขามาผสมเข้ากับตัวหนังเรื่องนี้ได้อย่างพอดี ดำเนินเรื่องราวไปได้แบบเรื่อย ๆ ไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้า สามารถจับประเด็นและนำทิศทางไปในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีกึ๋น ทั้งที่หากมองดูภาพโดยรวมแล้ว พล็อตเรื่องของหนังเรื่องนี้แทบจะไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่เท่าไหร่ แต่เพราะได้ลีลากับจังหวะจัดจ้านผ่านวิสัยทัศน์ของผู้สร้าง ทำให้ชิ้นงานออกมาค่อนข้างน่าพอใจดีแท้

องค์ประกอบงานสร้างในถือว่าค่อนข้างโดดเด่นหลายด้าน โดยเฉพาะการเนรมิตบรรยากาศของนิวยอร์กในช่วงยุค 90s ตอนปลาย ทำออกมาได้ค่อนข้างดีจัด ๆ มีการใส่ดีเทลเล็กน้อยเกี่ยวกับยุคสมัยเข้าไปได้อย่างพิถีพิถัน เก็บเกี่ยวเอาเอกลักษณ์ในช่วงเวลาเข้ามาชูเป็นสีสันฉากหลังได้เป็นอย่างดี ดีเทลเล็ก ๆ อย่างเสื้อผ้าหน้าตาได้ทำการปรุงแต่งออกมาได้อย่างเหมาะเหม็งมาก ๆ เป็นส่วนเล็กน้อยที่ช่วยขับเคลื่อนเนื้อหาของหนังได้อย่างเหลือเชื่อ

รวมไปถึงงานตัดต่อจังหวะดี ๆ ของมือตัดต่อคู่บุญ “แอนดรูว์ ไวซ์บลัม” ที่ยังหวนมาร่วมงานด้วยเช่นเคย กับช็อตภาพถ่ายที่ปรุงแต่งออกมาได้สะท้อนความเป็นยุค 90s ได้ดีชะมัดของ “แมทธิว ลิบาทีค” ที่กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับผู้นี้เป็นเรื่องที่ 9 นับตั้งแต่แจ้งเกิดพร้อม ๆ กัน ยังรวมไปถึงงาซาวน์เพลงประกอบแบบเร้าใจและพังค์ดีเหลือเกิน จากฝีมือของ “ร็อบ ซิโมนเซน” และวง Idles จากฝั่งอังกฤษ กลายเป็นออกมาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างน่าพอใจ

“ออสติน บัตเลอร์” ก็ยังคงมอบการแสดงที่สมกับเป็นดาวเจิดจรัสที่ฮอลลีวูดเพิงค้นพบเมื่อไม่นานนี้ เขาคือนักแสดงชายที่เราสามารถไว้วางใจในฝีมือการแสดงของเขาได้อย่างหมดจดและไม่ต้องห่วงใด ๆ เลยสักนิด ถือว่ารับหน้าที่แบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้แบบโฟลว์ ๆ ทุกท่วงท่าของเขาใส่เต็มในลักษณะที่ดูเหมือนจะไม่ได้ออกแรงอะไรมาก แต่ทุกย่างก้าวของเขาโคตรจะเท่ แม้บทบาทจะออกแบบมาให้ดูเป็นแค่เพียงฮีโรคนธรรมดา ที่ไม่ได้มีพลังวิเศษใด ๆ เจ็บเป็นและร้องไห้ได้ เป็นเขาถ่ายทอดอออกมาได้แสนจะสมบูรณ์แบบ