Record of Ragnarok รีวิว มหาศึกคนชนเทพ Shuumatsu no Valkyurie สงครามแร็กนาร็อก ที่มนุษย์และเทพเจ้าเปิดศึกกันโดยมีความอยู่รอดของมนุษยชาติเป็นเดิมพัน ทั้งสองฝ่ายต้องส่งตัวแทนฝ่ายละ 13 คนเข้าร่วม ฝ่ายไหนชนะ 7 คนก่อน ถือว่าชนะ โดยพวกมนุษย์ที่เป็นตัวแทนนั้นถูกคัดเลือกจากเหล่าเทพธิดาวัลคิวรี่ ว่าเป็นกลุ่มมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดและมีความสามารถที่จะเอาชนะพวกเทพได้
เรื่อง Record of Ragnarokรีวิว มหาศึกคนชนเทพ ราวเริ่มขึ้นเมื่อเหล่าเทพเจ้าจากแทบทุกศาสนาและทุกตำนานได้มาประชุมกันด้วยหัวข้อที่ว่าจะทำลายล้างมนุษยชาติ เพราะมนุษย์นั้นตกต่ำและทำลายโลกกับสิ่งมีชีวิตอื่นไปมาก จึงไม่คู่ควรที่จะอยู่ต่อโดย อนิเมะ โดยมีแกนนำคือ เทพซุส เทพโอดิน เทพศิวะ และเทพเจ้าจากตำนานอื่นๆ ที่ร่วมกันโหวตให้ทำลายมนุษย์ทิ้งแต่แล้วเหล่าเทพธิดานักรบวัลคิวรี่ ซึ่งเป็นพวกเทพธิดาที่จะคอยนำวิญญาณของเหล่ามนุษย์ผู้เก่งกล้าเข้าสู่วัลฮาลาเพื่อรอที่จะร่วมในสงครามครั้งใหญ่สุดคือ
แร็กนาร็อก ตามตำนานของเทพนอร์ส ซึ่งพวกวัลคิวรี่นำโดยบรุนฮิลด์ ได้ออกมาต่อต้านมติของที่ประชุมเหล่าเทพที่จะทำลายล้างมนุษยชาติ โดยการอ้างกฎข้อบังคับในการทำศึกแบบส่งตัวแทนประลอง แร็กนาร็อก ซึ่งจะเป็นการตัดสินว่าเหล่ามนุษยชาติจะถูกกวาดล้างหรือไม่สำหรับการทำศึกประลองนี้จะให้มนุษย์และเทพเจ้าส่งตัวแทนออกมาฝั่งละ 13 คน โดยพวกวัลคิวรี่จะคัดเลือกตัวแทนมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักรบหรือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในด้านต่างๆ ออกมาเป็นตัวแทนในการต่อสู้เผชิญหน้ากับเหล่าเทพเจ้าที่มีพลังเหนือกว่ามนุษย์กันแบบตัวต่อตัว
หากฝั่งไหนชนะ 7 ก่อนถือว่าชนะ แล้วมนุษย์ก็จะได้อยู่ต่อไปอีกพันปีแต่มนุษย์ไม่สามารถต่อสู้กับพวกเทพเจ้าที่มีพลังเหนือกว่ามากอยู่แล้ว บรุนฮิลด์ซึ่งวางแผนที่จะปราบพวกเทพเจ้าแต่แรก จึงแอบวางแผนเรียกเหล่าพี่น้องวาลคิรี่รวมตัวเองด้วยทั้ง 13 คนมาช่วยเหลือพวกตัวแทนของมนุษย์ ซึ่งในแต่ละศึกพวกเขาก็จะได้รับพลังของเหล่าวัลคิวรี่ที่จะใช้พลังเฉพาะตัวของตนแปลงกายเป็นเทพศาสตราให้เข้ากับเหล่านักรบตัวแทนมนุษย์ เรียกว่า โวลุนด์ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสที่จะต่อสู้กับเหล่าเทพเจ้า
ศึกนี้จึงเป็นการต่อสู้แบบประลองตัวต่อตัวที่มีอนาคตของมนุษยชาติเป็นเดิมพัน กับการต่อสู้ด้วยสเกลพลังสุดอลังการ ดุเดือดเลือดพล่าน เตะตรรกะเหตุผลทิ้งออกไปให้หมด มาลุ้นกันว่า แต่ละคู่จะฟาดฟันด้วย พลัง วิชา กันรุนแรงและบู๊กันได้สะใจขนาดไหนนอกจากนี้ยังตัวละครสำคัญอื่นๆ ทั้งฝ่ายเทพและมนุษย์ออกมาเป็นกองเชียร์แล้วเป็นสีสันของเรื่องด้วย เช่น เทพีอโฟรไดท์ ที่ทำออกมาแนวเซอร์วิสคนดูหนุ่มๆ
ก่อนดูเรื่องนี้มีคำแนะนำว่า ให้เตะเหตุผลและตรรกะต่างๆ ทิ้งไป เพราะคนเขียนต้นฉบับเรื่องนี้เลือกตีความเหล่าตัวละครตัวแทนของมนุษย์ในประวัติศาสตร์และพวกเทพเจ้าในตำนานต่างๆ ออกไปทางบ้าพลัง บุคลิกสุดโต่ง แต่ก็ยังไม่ทิ้งตำนานหรือประวัติจากต้นกำเนิดเดิมของพวกเขาด้วย โดยผู้สร้างเลือกเอามาตีความใหม่ให้น่าสนใจและสามารถสร้างดราม่ากับเหล่าตัวละครได้น่าติดตามและทรงพลังไปในตัวด้วย
สำหรับการรีวิวในส่วนของงานสร้าง โปรดักชั่น CG กราฟฟิก โมชั่น ทำได้ดีในระดับพอใช้ ไม่ถึงกับระดับดีหากเทียบกับความคาดหวัง ส่วนเพลงประกอบในฉากแอ็กชั่นมาแนวอลังการ เร้าใจ แต่บางฉากอาจจะเลือกเพลงประกอบไม่ค่อยดีหรือเข้ากับฉากนั้นเท่าไหร่นัก แล้วก็มีจุดที่แอบทำไว้ได้ดีคือ เพลงประกอบที่จะพยายามทำมาให้เข้ากับเชื้อชาติของตัวละครเหล่านั้น เช่น เพลงประกอบของลิโป้ก็เป็นเพลงในธีมของจีน มีเสียงเครื่องดนตรีจีนแฝงอยู่ด้วย แต่น่าเสียดายว่าเพลงประกอบในเรื่องทำออกมาไม่ติดหูเอาซะเลย ถ้าเทียบกับผลงานฟอร์มใหญ่หลายเรื่อง
ซึ่งก่อนรับชมอนิเมะเรื่องนี้ ผู้เขียนรีวิวมีความคาดหวังไว้สูงพอสมควร เพราะต้นฉบับมังงะเขียนออกมาได้มันส์สะใจในอารมณ์ คนเขียนมังงะสามารถบิ้วอารมณ์คนดูได้ดีเอามากๆ ทั้งฉากที่ฮึกเหิม หรือฉากดราม่าตราตรึงแต่สำหรับอนิเมะเรื่องนี้กลับดัดแปลงฉากแอ็กชั่นและการตัดต่อออกมาได้ไม่ดีเอาเลย ชนิดที่เรียกได้ว่า “สอบตก” เลยด้วยซ้ำ ราวกับว่ากำลังดูอนิเมะต่อสู้เมื่อยุค 90 ที่ต้องใช้วิธีการยืดฉากแอ็กชั่นออกไป
ทำให้ความต่อเนื่องของการรับชมเสียหายไปอย่างไม่น่าจะเป็น แล้วข้อด้อยอย่างมากอีกจุดก็คือ อนิเมะใช้วิธีบอกเล่าฉากต่อสู้ด้วยการให้มีคนบรรยายหรือใช้การพากย์สด มีฉากบรรยายความคิดของตัวละครค่อนข้องเยอะ ซึ่งที่จริงแล้วกรณีนี้มีเรื่องโจโจ้ที่เคยทำไว้แต่อนิเมะดัดแปลงออกมาได้ดี แถมมันส์ในอารมณ์ ในขณะที่เรื่องนี้กลับทำเป็นอนิเมะออกมาแล้วไม่ดีอย่างมาก ระหว่างต่อสู้ก็ชอบตัดต่อไปที่ใบหน้าของพวกเทพเจ้าที่เป็นคนดูบ่อยครั้งเกินไป (ยังกับดูซีรีส์อินเดียที่ชอบตัดภาพไปหาตัวประกอบเยอะๆ ทุกนาที) เรื่องนี้คงต้องโทษประสบการณ์ของผู้กำกับและทีมสร้างของเรื่องนี้ที่เห็นเลยว่ายังมือไม่ถึงสำหรับงานฟอร์มใหญ่ที่ถูกคาดหวังไว้สูงจากคนดู

