รีวิว When Marnie Was There ฝันของฉันต้องมีเธอ

When Marnie Was There ฝันของฉันต้องมีเธอ
When Marnie Was There ฝันของฉันต้องมีเธอ

When Marnie Was There ฝันของฉันต้องมีเธอ ผลงาน อนิเมชั่น เรื่องสุดท้ายของ สตูดิโอจิบลิ ก่อนหยุดพักการสร้างไปอย่างไม่มีกำหนด ดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนคลาสสิกปี 1967 ของ โจแอน จี. โรบินสัน เรื่องราวของ อันนา เด็กผู้หญิงเงียบๆไม่คบค้าสมาคมกับใคร และมีโรคประจำตัวเป็นหอบหืด จนทำให้เธอต้องย้ายจากซัปโปโรไปอาศัยอยู่ต่างจังหวัดที่มีอากาศสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งห่างไกลความเจริญและผู้คน แต่ที่นี่เองเธอก็ได้พบกับเด็กผู้หญิงปริศนาที่ชื่อ มาร์นี่ ที่จะทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล

พล็อตเรื่อง When Marnie Was There ฝันของฉันต้องมีเธอ

เป็นเรื่องราวของเด็กสาวอายุ 12 ปีในซัปโปะโระ ที่ชื่อ อันนะ ซาซากิ เธอสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เธอกลายเป็นเด็กกำพร้าและไปอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก สตรีนามโยริโกะและสามีได้รับเลี้ยงเธอในฐานะลูกบุญธรรม อย่างไรก็ตามเธอกลับไม่เคยรู้สึกว่าทั้งสองเป็นพ่อแม่ของตนเอง และไม่เคยเรียกโยริโกะว่าแม่ เนื่องจากเธอรับรู้ว่าโยริโกะได้รับค่าเลี้ยงดูเธอมากจากรัฐบาล และคิดว่าทั้งสองรับเลี้ยงเธอมาแค่เพราะอยากได้เงินเท่านั้น

อันนะกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่พูดจากับใคร และนั้นเองทำให้ทั้งสองเป็นห่วงอันนะอย่างมาก จนวันหนึ่ง ขณะที่อันนะอยู่ที่โรงเรียน โรคหืดของเธอกำเริบทำให้เธอต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โยริโกะจึงมีความคิดให้อันนะไปอาศัยอยู่ในชนบทแถบเมืองคุชิโระและเนะมุโระ ซึ่งอากาศดีเป็นเวลาซักพักเพื่อที่จะให้อาการของเธอดีขึ้นในช่วงหยุดฤดูร้อน อันนะจึงได้ไปอาศัยกับสองสามีภรรยาโออิวะ ซึ่งเป็นญาติของโยริโกะ

หมู่บ้านที่เธอย้ายเข้าไปอยู่ใหม่นั้นเป็นหมู่บ้านติดทะเล ซึ่งเธอพบว่าริมชายฝั่งของอีกฟาก มีคฤหาสน์ร้างสถาปัตยกรรมตะวันตกหลังหนึ่งตั้งอยู่ ด้วยความรู้สึกคุ้นเคยเธอจึงเข้าไปสำรวจ เมื่อเธอกลับมาถึงบ้านเธอจึงถามเกี่ยวกับคฤหาสน์หลังนั้นและได้รับคำตอบว่าเมื่อนานมาแล้วมันเป็นคฤหาสน์ที่เจ้าของชาวต่างประเทศจะมาอาศัยอยู่เป็นพักๆ และตั้งแต่คืนนั้น เธอก็ฝันถึงคฤหาสน์หลังนั้นมาตลอด ซึ่งในฝันเธอเห็นเด็กสาวชาวต่างประเทศผมสีทองอยู่ในคฤหาสน์หลังนั้นด้วย

 ความงดงาม ละเอียดอ่อน ลายเส้นที่เคลื่อนไหวอ้อยอิ่งสวยงาม เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของสตูดิโออนิเมชั่นจิบลิเสมอ และนี่คืออนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องสุดท้ายก่อนที่ทางจิบลิจะปิดแผนกภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวลงอย่างไม่มีกำหนดว่าจะเปิดทำการอีกทีหรือไม่เมื่อไหร่อย่างไร ซึ่งถือเป็นการทิ้งทวนที่งดงามไม่น้อยที่เลือกมาเล่าในประเด็นเด็กสาวสองคนผู้แปลกแยก โหยหาความรัก เรียกร้องพื้นที่ๆ จะเป็นของตัวเอง และการพลัดพรากจากลา

หนังว่าด้วยเด็กสาวผู้แปลกแยกกับทุกคน ขี้โรคและเข้ากับใครไม่ได้ แม้แต่แม่ที่ใกล้ชิดก็ถูกเธอผลักออกไปให้เป็นคนอื่นไม่ว่าแม่จะพยายามแสดงความรักความห่วงใยเธอเท่าไหร่ก็ไม่ได้ทำให้เธอยอมรับหรือสัมผัสได้เลย เธอถูกส่งให้ไปอยู่บ้านญาติของแม่ที่ชนบท หวังว่าบรรยากาศชนบทที่อากาศสดใส ทัศนียภาพสบายตาจะปลอบประโลมทั้งสุขภาพกายและจิตใจของเธอให้ดีขึ้นได้

ทว่าสิ่งที่เด็กสาวค้นพบกับไม่ใช่สิ่งที่คาดหวัง แต่กลับคือการเดินเล่นอันกลายเป็นการเดินทางไปสู่โลกอีกใบหนึ่ง อีกฟากฝั่งริมบึงที่น้ำจะขึ้นทุกตอนเย็นคือบ้านร้างหลังใหญ่ที่เด็กสาวรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด นำไปสู่การพบเจอเด็กหญิงผมทองผู้ร่าเริงซึ่งจะกลายมาเป็นคนที่กระทบกระเทือนภายในจิตใจเธอครั้งใหญ่และเปลี่ยนเธอผู้ซึ่งต่อไม่ติดกับความรักจากใครๆ ไปตลอดกาล

เอาเข้าจริงๆ แล้วเขตแดนที่หนังเดินทางไปสำรวจเกือบเข้าไปไกลเกินกว่าประเด็นของเด็กหญิงที่คิดว่าโลกนี้ไม่มีใครรัก เข้าไปในประเด็นรักร่วมเพศหรือรักร่วมสายเลือดด้วยซ้ำไป แต่ตอนสรุปของหนังเองก็ไม่ได้ผลักดันผู้ชมไปสำรวจอะไรไปได้ไกลขนาดนั้น แต่ก็นับว่าเป็นบทสรุปที่น่าประทับใจอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าจังหวะช่วงกลางเรื่องจะเอื่อยเฉื่อย และอาจพาหลายคนหลุดจากหนังไปด้วยการเล่นกับความจริงของมัน แต่การขมวดไปสู่ตอนจบก็ทำได้อย่างเรียบง่าย มีพลังและน่าประทับใจพอสมควรเลยทีเดียว