รีวิวหนัง “My Spy the Eternal City” ดื่มด่ำแอคชันสายลับภาคต่อ..ที่ไม่มีต่อก็ได้

My Spy the Eternal City
My Spy the Eternal City

มาต่อกันด้วย หนังแอคชันคอมเมดี แบบใส ๆ ที่เป็นภาคต่อจาก หนังบู๊ใสๆ เรื่องฮิตเมื่อ 4 ปีก่อน กลับมาในฉบับอัปเกรดเวอร์ชันใน My Spy the Eternal City ที่เป็นการจับคู่บู๊เดือดระหว่างคู่หูต่างวัย ที่ในภาคนี้เด็กน้อยได้เติบใหญ่กลายเป็นสาวน้อย มาพร้อมกับภารกิจใหม่ที่เสี่ยงอันตรายมากขึ้นแบบยกระดับ แต่อรรถรสความสนุกจะถูกยกระดับตามมาด้วยหรือไม่นะ? เจเจ เจ้าหน้าที่ตำรวจซีไอเอผู้มากประสบการณ์ ได้หวนกลับมาแท็กทีมรวมมือกับคู่หูรุ่นจิ๋วของเขาอีกครั้ง

ที่เป็นทั้งศิษย์และลูกเลี้ยง แต่บัดนี้ โซฟี ได้เติบใหญ่เป็นเด็กสาววัยรุ่นที่เต็มไปด้วยแพสชันใหม่ๆ โดยพวกเขาต้องร่วมภารกิจป้องกันหายนะจากโครงการพัฒนานิวเคลียร์ที่ได้พุ่งเป้าไปยังที่นครวาติกัน ทำให้ทริปทัศนศึกษาอิตาลีของคณะร้องประสานเสียงของโรงเรียน ม.ปลาย ต้องถูกรบกวนและหยุดชะงักลงไปชั่วขณะและแน่นอนว่า “ปีเตอร์ ซีกัล” ยังคงกลับมารับหน้าที่ดูแลงานสร้าง ทั้งกำกับและร่วมเขียนบท หนัง ในภาคใหม่นี้อีกเช่นเคย พร้อมกับ “อีริช โฮลเบอร์” กับ “จอน โฮลเบอร์”

พี่น้องนักเขียนบทจากภาคแรกกลับมาปลุกปั้นเนื้อเรื่องช่วยอีกครั้ง ที่น่าเสียดายกลายเป็นว่าหนังได้รับการพัฒนาไปแค่เพียงด้านเดียว นั่นคือด้านการเติบโตวัยของตัวละครหลักเท่านั้น แต่โครงสร้างของหนังกลับไม่มีอะไรสดใหม่ และเต็มไปด้วยพล็อตใส ๆ ที่เก่าและเชยสะบัดค่อนข้างทำได้ดีใช้ได้ ในแง่การปลูกฝันและเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างลูกสาววัยรุ่นและพ่อเลี้ยงที่ต้องดูแลกันเพียงลำพัง ถือว่าในจุดนี้หนังมีการเติบโตขึ้นจากหนังภาคแรก แต่ก็เพราะว่าตัวละครนำอายุมากขึ้นและโตขึ้นก็เท่านั้น

พล็อตในส่วนนี้ก็เป็นไฮไลต์ที่คนดูก็เคยเห็นมาก่อนในหนังที่ออกฉายช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา การขอคำแนะนำการเลี้ยงลูกวัยรุ่นที่เป็นเส้นเรื่องที่ไม่มีอะไรใหม่เลยส่วนอีกประเด็นเกี่ยวกับการก่อการ้ายครั้งใหม่ของหนังภาคนี้ ก็ต้องยอมรับว่าโครงสร้างไม่ต่างกับหนังเกรดบี หรือหนังแผ่นแบบสมัยก่อน ลักษณะเดียวกับหนังที่สร้างออกมาเพื่อฉายทางทีวีในช่วงวันหยุดที่ไม่มีอะไรดู สไตล์ของหนังก็คล้าย ๆ กับ The Pacifier ของ วิน ดีเซล

หรือพวกหนังบู๊จากดิสนีย์ที่เน้นครอบครัวไม่เน้นบู๊จริงจัง ช่างเป็นพล็อตที่แสนซ้ำซาก เดาทิศทางได้สบาย ๆ และยังมาพร้อมกับสตอรี่ที่เกิดขึ้นในอิตาลี แบบว่านึกอะไรไม่ออก…ก็ไปอิตาลีเห็นได้ชัดเลยว่า “เดฟ บอทิสตา” ในภาคนี้ค่อนข้างโรยราและออร่าของเขาก็ดร็อปลงไปอย่างชัดเจน แม้ว่าท่วงท่าลีลาการแสดงและรับมือกับฉากบู๊ต่าง ๆ ยังทำได้ดีเหมือนเคย แต่เมื่อเขาต้องมาแบกรับบทการเป็นพ่อ และใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไปหน่อย ๆ กลายเป็นว่าเขายังรับมือกับมันได้ยังไม่ค่อยคล่องแคล่วสักเท่าไหร่

ทางด้านสาวน้อย “โคลอี้ โคลแมน” ก็มีพัฒนาการทางการแสดงที่เติบโตขึ้นตามวัย เธอสั่งสมประสบการณ์แอคติ้งในผลงานมากมายในช่วง 4-5 ปีมานี้ อย่างน้อย ๆ เมื่อเธอต้องประกบคู่กับเดฟ ก็ยังคงเป็นแพ็กคู่ที่ยังประคับประคองหนังเรื่องนี้เอาไว้ได้อย่างลงตัว แม้ว่าอินเนอร์ในคาแรกเตอร์นี้ก็คือช่วงเปลี่ยนผ่านวัยของวัยรุ่นที่กำลังโตแบบทั่ว ๆ ไปก็เท่านั้นเองแต่ไฮไลต์ของ My Spy ภาคนี้ก็น่าจะเป็นเหล่าทีมนักแสดงสมทบที่มาร่วมแจม ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของ “เคน จอง”

หรือการปรากฏตัวอีกครั้งของตำนานสาวตลกหน้าตาย “แอนนา ฟาริส” ที่เป็นตัวละครที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับหนังเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะเจาะ ทำให้หนังภาคนี้ไม่จืดชืดจนเกินไป และพรสรรค์คอมเมดี้ของพวกเขาก็ยังคงเวิร์กกับยุคสมัยนี้อยู่ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่ตัวท็อปแล้วก็ตามื ดังนั้นในภาพรวมแล้ว เป็นหนังภาคต่อที่เอาจริง ๆ ก็ไม่ต้องสร้างภาคต่อออกมาก็ได้

เพราะกลายเป็นว่าภาคนี้ค่อนข้างเลอะเลือนความสดใสแบบภาคแรกไปเกือบทั้งหมด แทรกเข้ามาด้วยบรรยากาศของการเติบโตของวัยรุ่น และความพยายามจูนให้ติดระหว่างลูกเลี้ยงกับพ่อเลี้ยง ที่พลอยทำให้หนังดูเยิ่นเย้อไปสักหน่อย แต่กระนั้นหนังก็ยังเป็นคอนเทนท์ที่ดูได้เพลิน ๆ เรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดเด่นอะไรให้น่าจดจำ ย่อยง่าย สนุกง่าย แต่ไม่ค่อยมีรสชาติมากนัก