รีวิวหนัง The Smashing Machine ตำนานเครื่องจักร สังเวียนเดือด บทพิสูจน์สายรางวัลครั้งแรกของเดอะร็อก

The Smashing Machine
The Smashing Machine

หนึ่งในนักแสดงซุปตาร์ระดับแถวหน้าของวงการและได้ชื่อว่าเป็นดาราค่าตัวสูงมากต่อเนื่องกันหลายปี ที่ได้โดดมาลงสนามกับ สายหนัง หวังรางวัลเป็นครั้งแรกในปีนี้ ก็คือ “เดอะร็อก” หรือ “ดเวย์น จอห์นสัน” ที่ท้าทายฝีมือการแสดงของเขาเองใน The Smashing Machine ตำนานเครื่องจักร สังเวียนเดือด กับบทบาทที่อาจจะไม่ได้ไกลตัวมากนัก แต่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์พลังแอคติ้งมุ่งสู่รางวัลอย่างเต็มตัว กับการแปลงโฉมและสวมบทบาทเป็นนักมวยรุ่นพี่ที่ยึดถือเป็นไอดอล

เรื่องราว The Smashing Machine ตำนานเครื่องจักร สังเวียนเดือด ของนักชกศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า มาร์ค เคอร์ ในระหว่างช่วงปี 1997 และ 2000 ที่ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยบททดสอบที่ท้าทายในอาชีพนักสู้บนสังเวียน ที่เต็มไปทั้งเรื่องราวของการเสพติดที่ยั่วยวน ความมุ่งมั่นสู่ชัยชนะ และความรักที่อยากทะนุถนอม ที่ทุก ๆ อย่างประดาประดังเข้ามาในช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของเขาในเวทีการต่อสู้ยูเอฟซีกับสถิติที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใคร

ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของ “เบนนี่ ซาฟดี้” ผู้กำกับหนุ่มเจนวายไฟแรง ที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวพ่อนักสร้างหนังชีวิตในศักราชนี้ ที่เคยแจ้งเกิดปัง ๆ มาจาก Uncut Gems ที่ครั้งนี้เขาได้กลับมาโชว์ศักยภาพกับหนังสายรางวัลอีกครั้ง ด้วยการรับหน้าที่ทั้งกำกับและเขียนบทหนังเอง โดยหยิบเอาสารคดีเรื่องจริงของตำนานนักสู้ มาร์ค เคอร์ ที่เคยออกอากาศในปี 2002 มาใช้เป็นแกนหลักในการร้อยเรียงออกมาเป็นเรื่องราวในสังเวียนที่ส่งพลังและน่าจดจำของเขาผู้นี้

เรื่องนี้นับว่าเป็นหนังที่มีองค์ประกอบที่เหมาะเจาะกับการเป็นหนังสายรางวัลของถ่องแท้ในทุก ๆ รายละเอียดที่หยอดใส่เข้ามา เพราะนี่คือหนังเจ้ารางวัลสิงโตเงินจากเทศกาลหนังเวนิส 2025 ที่ผ่านมา มาพร้อมกับทีมผู้สร้างที่เปี่ยมล้นไปด้วยผลงานสายรางวัล กลับมาร่วมงานกับ “มาซีโอ บิชอป” ช่างภาพที่เคยทำงานด้วยกันจากและเบนนี่ก็ยังพ่วงตำแหน่งตัดต่อหนังเรื่องนี้ด้วยมือของเขาเองอีกด้วย

แม้ว่าองค์ประกอบงานสร้างต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างเต็มไปด้วยลีลาเและท่วงท่าที่เซอร์วิสสายรางวัลจริง ๆ งานภาพทำออกมาได้ค่อนข้างสวยงาม มุมกล้องและมุมภาพก็เน้นโฟกัสที่สะท้อนโมเมนต์และภาวะอารมณ์ของตัวละครเป็นหลัก ถึงแม้ว่าการเก็บรายละเอียดในช่วงยุคสมัยในหนังเรื่องนี้จะยังทำออกมาได้ไม่ละเอียดมากนัก แต่ก็ยังถ่ายทอดเสน่ห์และสีสันแห่งช่วงยุค 90s ออกมาด้วยกลิ่นอายที่อาจจะไม่เด่นชัด แต่คลุ้งไปด้วยความวินเทจพอตัว

แต่ปัญหาหลัก ๆ ในคงจะเป็นบทหนังที่ยังกระท่อนกระแท่นและไม่หนักแน่นทรงพลังเท่าที่ควรนัก อาจจะเพราะด้วยแก่นสารของหนังไม่ค่อยชัดเจน ว่าจะเน้นไปที่เรื่องราวชีวิตของมาร์ค เคอร์ หรือจะโฟกัสช่วงชีวิตในการป้องกันแชมป์อย่างบากบั่นในเวลานั้น ทุก ๆ เส้นเรื่องค่อนข้างเรียบแบนไปสักนิด ยังมองหาจุดดีจุดเด่นที่ยังไม่ค่อยชัดเจนออกมาได้ถ่องแท้ กลายเป็นเพียงหนังชีวิตที่ผสม ๆ กับซีนแมตซ์บนสังเวียนไปมาเรื่อย ๆ กับวิถีเบื้องหลังที่ไม่ต่างกับสารคดีตามนักมวยคนหนึ่งแบบไม่ได้มีเสน่ห์สักเท่าไหร่

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไหร่กับฝีมือการตัดต่อหนังเรื่องนี้เองของเบนนี่ ซาฟดี้ เพราะลีลาการตัดต่อร้อยเรียงเรื่องในยังไม่ค่อยเชิญชวนขับความทรงพลังในเรื่องราวออกมาได้เลยสักซีนเดียว กลายเป็นความเล่าไปเรื่อย ๆ แบบราบเรียบ ทั้งที่หนังเต็มไปด้วยมิติที่ตัวละครและนักแสดงเองก็พยายามพรั่งพรูออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ ยิ่งมาพร้อมกับซาวน์เพลงประกอบของ “นาล่า ไซน์โพรห์” ที่ค่อนข้างสะดุดหูและเร้าอารมณ์ได้ในหลาย ๆ จุดของหนัง แต่การใส่แทรกเข้ามาในตัวหนังยังค่อนข้างอยู่ในทิศทางและจังหวะที่ไม่ดีสักเท่าไหร่

มาถึงลีลาการแสดงในหนังสายรางวัลเรื่องแรกและครั้งแรกของเดอะร็อก ก็คงจะต้องพูดได้เต็มปากว่า..ซุปตาร์เบอร์ใหญ่คนนี้ก็ทำได้อยู่นะ การแสดงของเดอะร็อกถือว่าทำออกมาได้น่าประทับใจดีทีเดียว แม้จะลุ้นตัวโก่งไม่น้อยว่าเขาจะสามารถสลัดภาพในหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ติดตัวมาได้หรือเปล่า แต่เขาก็ถ่ายทอดมันออกมาได้ค่อนข้างน่าพอใจ จังหวะการแสดงอาจจะไม่ได้เฉียบขาดบาดใจระดับนักแสดงสายรางวัลที่คร่ำหวอดมานาน แต่เป็นย่างก้าวเริ่มต้นที่เขาได้พิสูจน์กับตัวเองได้สำเร็จอีกขั้น และแบกรับหนังเรื่องนี้เอาไว้ด้วยตัวของเขาเองแบบอยู่หมัดจริง ๆ

เรียกได้ว่าทำให้ทีมนักแสดงสมทบคนอื่น ๆ ดูหมองไปเลยด้วยซ้ำในบางซีน ทีมนักแสดงหลาย ๆ คนต้องหลีกทางให้กับเขาจริง ๆ “เอมิลี บลันต์” ก็คือตัวอย่างของตัวแม่นักแสดงตัวจริง ถึงจะมีไม่กี่ซีน แต่ออกมาทุกซีนก็คือทำได้ถึงอินเนอร์ทุกครั้ง แม้ว่าบทบาทที่เต็มไปด้วยมิติของเธอในหนังเรื่องนี้จะน่าหยุมหัวไปหน่อยก็ตาม รวมไปทั้งเหล่าดาราชายแท้ “ไรอัน บาเดอร์”, “โอเล็กซานด์ อูซิก” รวมทั้งเหล่านักสู้ตัวจริงต่าง ๆ ที่มาร่วมสวมบทบาทเป็นตำนานบทอื่น ๆ ในเรื่องนี้ก็มาช่วยกันถ่ายทอดเติมเต็มหนังเรื่องนี้ด้วยดี