เมื่อเราพาคนไร้บ้าน ไปตะลุยบอลโลก พล็อตฟังดูคุ้น ๆ ใช่ไหมละ ก็เพราะว่านี่คือ หนัง ที่หยิบเอาอีกมุมของเรื่องราวในมหกรรมกีฬาฟุตบอลโลกคนไร้บ้านมาขึ้นจอ สนามเดียวกับที่หนังเกาหลีเรื่องดัง Dream เคยถ่ายทอดไว้ในปี 2023 และนี่ก็คือ The Beautiful Game หนังกีฬาฟึลดีจากอังกฤษ ที่มาร้อยเรียงเรื่องราวกีฬาที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนดูได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง เมื่อ มัล โค้ชฟุตบอลผู้ทรงคุณวุฒิ ได้นำทีมคนไร้บ้านที่ไม่เคยได้รับโอกาสในกรุงลอนดอน ไปยังกรุงโรม เพื่อร่วมแข่งขันมหกรรมกีฬาฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน
โดยที่ วินนี หนุ่มผู้มีทักษะในเกมฟุตบอลได้ตัดสินใจในนาทีสุดท้ายที่จะเข้าทีมแต่เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาของตัวเอง ทั้งปมในอดีตกับอนาคตที่จำเป็นต้องนำทีมสู้ศึกเป็นทีมในสนามและนี่ก็คือผลงานล่าสุดของผู้กำกับหญิงชาวอังกฤษ “เธีย ชาร์รอค” ที่เคยทำให้ Me Before You ดังเปรี้ยงมาแล้วพร้อมกับได้แฟรงก์ค็อตเทรลบอยเซมือเขียนบทจาก Goodbye Christopher Robin มาช่วยปั้นเรื่องราวให้แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะโฟกัสที่ทีมนักกีฬาจากอังกฤษแต่ก็ยังเสริมด้วยทีมจากชาติอื่น ๆ ทั้งอเมริกาญี่ปุ่นหรือแอฟริกาใต้
มาช่วยแบ่งซีนกันด้วยในด้านงานสร้าง The Beautiful Game ก็ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานขึ้นพื้นฐานของหนังแนวนี้ทั่วไป ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นและแปลกใหม่แต่อย่างใด สเกลของหนังก็ดูมีกลิ่นอายความเป็น หนังอังกฤษ แต่อาจจะยังไม่ชัดเจนมาก มีความเป็นหนังฟีลกู้ดที่ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เป็นจังหวะหนังแบบเชย ๆ ที่เคยใช้และเป็นที่นิยมมาก่อนเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วบทหนังก็คือเชยสะบัดเช่นกัน พล็อตสูตรสำเร็จแบบกินง่ายและย่อยง่าย ส่งเสริมความโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของตัวละครต่างๆ
เป็นสูตรที่ใช้ได้เสมอกับหนังที่เต็มไปด้วยโครงสร้างของปัญหาคนไร้บ้านและการยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม บทเรื่องนี้จึงออกมาค่อนข้างเพลย์เซฟ และแทบจะไม่มีอะไรที่หวือหวา แต่ก็ยังเสพย์ได้เพลินๆ ไปตลอดทั้ง 2 ชั่วโมงแน่นอนว่ารอดมาได้เพราะเสน่ห์ของตัวละครและการรับมือของนักแสดงโดยแท้ “บิล นาย” ที่เป็นมืออาชีพที่สุดในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้มาเพื่อแย่งซีนหนุ่มๆ สาวๆ รุ่นใหม่ การแสดงอันไหลลื่นของเขาก็เป็นกุญแจสำคัญในการช่วยประคองหนังเรื่องนี้
โดยที่ทีมนักแสดงรุ่นใหม่ อย่าง “ไมเคิล วาร์ด”, “คิด ยัง”, “คาลัม สก็อต โฮเวลส์” หรือ “เชย์ โคล” นับว่าเป็นหน้าใหม่ที่ลงล็อกกับบทบาทของแต่ละตัวด้วยดีดังนั้นโดยภาพรวมแล้วก็เป็นแค่เพียงหนังที่พยายามปลุกเร้าอารมณ์ฟีลกู้ดตามท้องเรื่องทีละเรื่อยๆ แต่น่าเสียดายที่จังหวะการเล่าเรื่องยังไม่สามารถกระตุ้นต่อมได้อย่างเต็มไปประสิทธิ กลายเป็นหนังกีฬาคนไร้บ้านที่ไม่ได้มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมายเลย ทุกอย่างถูกลงล็อกตามจังหวะเป๊ะ ๆ จนเกือบจะกลายเป็นความจืดชืดไปสักหน่อย

