Fifty Shades Freed

Fifty Shades Freed

รีวิว Fifty Shades Freed บทสรุปสุดท้ายของความรักที่มากกว่าแค่ “พันธนาการ”หากพูดถึงภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่สร้างเสียงฮือฮาและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดในรอบทศวรรษ คงหนีไม่พ้นตระกูล Fifty Shades และในภาคสุดท้ายอย่าง Fifty Shades Freed นี้เองที่เปรียบเสมือนของขวัญส่งท้ายให้กับแฟนนิยายและคอหนังโรแมนติกทั่วโลก ที่จะได้เห็นบทสรุปว่าความรักที่มีจุดเริ่มต้นจาก “สัญญาจ้าง” จะลงเอยด้วย “ความสุขชั่วนิรันดร์” ได้จริงหรือไม่

  • ผู้กำกับ: เจมส์ โฟลีย์ (James Foley)
  • สตูดิโอ: ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)
  • นักแสดงนำ: เจมี ดอร์แนน (Jamie Dornan) และ ดาโกต้า จอห์นสัน (Dakota Johnson)
  • สร้างจากนิยายของ: อี. แอล. เจมส์ (E.L. James)
Fifty Shades Freed

เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยความหวานชื่นของ คริสเตียน เกรย์ และ แอนนาสตาเซีย สตีล ที่ตัดสินใจเข้าพิธีวิวาห์และเริ่มต้นชีวิตคู่ในฐานะสามีภรรยาอย่างเป็นทางการ แอนนาสตาเซียต้องปรับตัวเข้ากับฐานะ “คุณนายเกรย์” และไลฟ์สไตล์มหาเศรษฐีที่เต็มไปด้วยความหรูหรา

แต่ทว่า… ชีวิตในเทพนิยายนี้ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เมื่อ “เงาจากอดีต” เริ่มตามมาหลอนพวกเขาอีกครั้ง ทั้งความแค้นของ แจ็ค ไฮด์ อดีตเจ้านายของแอนนาที่กลับมาสางแค้นด้วยวิธีการรุนแรง และความยึดติดในอำนาจการควบคุมของคริสเตียนที่ยังคงส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ทั้งคู่จึงต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อใจกันและต่อสู้กับภัยคุกคามภายนอกเพื่อรักษาชีวิตคู่และ “ครอบครัว” ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

  1. การพัฒนาของตัวละคร (Character Arc): เราจะได้เห็นแอนนาสตาเซียที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน จากหญิงสาวขี้อายกลายเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญและรู้จักต่อรองกับคริสเตียน ในขณะที่เราจะได้เห็นมุมอ่อนโยนและเปราะบางของคริสเตียนมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่แฟนๆ รอคอย
  2. ความตื่นเต้นที่มากกว่าเดิม: ภาคนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่ยังใส่โทนของหนัง Thriller (ระทึกขวัญ) เข้ามาด้วย ทั้งฉากไล่ล่า รถแข่ง และเหตุการณ์ชิงไหวชิงพริบ ทำให้หนังดูสนุกและลุ้นระทึกกว่าภาคก่อนๆ
  3. งานภาพและแฟชั่นสุดอลังการ: ตั้งแต่ชุดแต่งงานสุดหรู ทริปฮันนีมูนที่ยุโรป ไปจนถึงเพนท์เฮาส์ราคาแพง หนังทำหน้าที่เป็น Visual Pleasure” ได้ดีเยี่ยม ใครชอบดูไลฟ์สไตล์สวยหรูไม่ควรพลาด
Fifty Shades Freed
  • เคมีนักแสดงที่ลงตัวที่สุด: หลังจากร่วมงานกันมาถึง 3 ภาค เจมี และ ดาโกต้า มีเคมีที่ดูเป็นธรรมชาติมาก ความเขินอายลดลงกลายเป็นความเข้าใจและความสนิทสนมที่ส่งผ่านจอมาถึงคนดูได้อย่างสมจริง
  • เพลงประกอบภาพยนตร์ (Soundtrack) ระดับพรีเมียม: เอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้คือเพลงประกอบที่เพราะติดหูทุกภาค ในภาคนี้ก็ได้ศิลปินแถวหน้าอย่าง Liam Payne, Rita Ora และ Hailee Steinfeld มาช่วยเสริมอารมณ์หนังให้ดูเซ็กซี่และทันสมัย
  • การปิดจบที่สมบูรณ์: หนังพยายามเก็บตกประเด็นสำคัญจากนิยายมาถ่ายทอดให้ครบถ้วน เพื่อให้แฟนๆ รู้สึกอิ่มเอมกับการเดินทางของตัวละครที่พวกเขาติดตามมานานหลายปี

คือบทสรุปที่ทำออกมาเพื่อตอบโจทย์ “แฟนคลับ” อย่างแท้จริง มันคือส่วนผสมของความโรแมนติก ความร้อนแรง และความตื่นเต้นที่ลงตัว หากคุณติดตามเรื่องราวของคริสเตียนและแอนนามาตั้งแต่วันแรก นี่คือตอนจบที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนังกำลังบอกเราว่า “ความรักที่แท้จริงคือการยอมให้อีกฝ่ายได้เป็นอิสระ (Freed) ในแบบที่เขาเป็น”

“เตรียมตัวรับแรงกระแทกของความฟินระดับ 10 และร่วมเป็นสักขีพยานในรักครั้งสุดท้ายนี้ได้เลย!”