เมื่อน้องชายคนใหม่มาในคราบ “บอส” ใส่สูท! แอนิเมชันสุดกวนที่ดูได้ทั้งบ้านถ้าถามถึงแอนิเมชันที่ดูแล้วขำจนปวดท้อง แต่สุดท้ายกลับซึ้งจนน้ำตาซึม หนึ่งในลิสต์อันดับต้นๆ ต้องมีชื่อของ The Boss Baby หรือชื่อไทยคือ “เดอะ บอส เบบี้” แน่นอนครับ! หนังเรื่องนี้เปลี่ยนภาพจำของเด็กทารกวัยแบเบาะให้กลายเป็นผู้บริหารจอมบงการในชุดสูทสุดเนี้ยบ ซึ่งขัดกับความน่ารักตะมุตะมิอย่างสิ้นเชิง
- ผู้กำกับ: Tom McGrath (ผู้กำกับจาก Madagascar)
- สตูดิโอ: DreamWorks Animation
- ให้เสียงพากย์โดย: Alec Baldwin (The Boss Baby), Miles Bakshi (Tim)
เรื่องราวเริ่มต้นจากสายตาของ ทิม (Tim Templeton) เด็กชายวัย 7 ขวบที่มีจินตนาการล้ำเลิศและมีความสุขที่สุดในโลกกับความรักที่พ่อและแม่มอบให้เขาแบบเต็มร้อย แต่แล้วชีวิตที่แสนเพอร์เฟกต์ก็พังทลายลง เมื่อวันหนึ่งพ่อและแม่กลับบ้านมาพร้อมกับ “น้องชาย” คนใหม่
แต่ความแปลกคือ น้องชายคนนี้ไม่ได้เป็นเด็กทารกธรรมดา! เขาใส่สูท ผูกไท ถือกระเป๋าเอกสาร และที่สำคัญคือเขามีเสียงพูดเหมือนผู้ใหญ่ (แถมยังเผด็จการสุดๆ!) ทิมพบว่าน้องชายของเขาคือผู้บริหารระดับสูงจาก Baby Corp ที่ถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจลับ เพื่อสืบเรื่องราวของบริษัท Puppy Co. ที่กำลังจะแย่งชิงความรักจากมนุษย์ไปจากเด็กทารกด้วยการสร้าง “ลูกหมา” ที่น่ารักตลอดกาลขึ้นมา
จากคู่ปรับที่ต้องชิงดีชิงเด่นเพื่อแย่งความรักจากพ่อแม่ ทั้งสองกลับต้องมาจับมือกันทำภารกิจสุดป่วน เพื่อให้ Boss Baby ได้เลื่อนตำแหน่ง และทิมจะได้ชีวิตลูกคนเดียวกลับคืนมา!

1. คอนเซปต์สุดล้ำ: “Baby Corp” โลกของเด็กที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง
หนังนำเสนอไอเดียที่ว่า “เด็กเกิดมาจากไหน?” ได้อย่างสร้างสรรค์ โดยสร้างโลกของ Baby Corp ที่เป็นเหมือนออฟฟิศขนาดยักษ์บนท้องฟ้า เด็กบางคนถูกส่งไปอยู่ในครอบครัว แต่เด็กบางคน (อย่าง Boss Baby) ถูกคัดเลือกให้เป็นผู้บริหารสายบริหารจัดการ ซึ่งเป็นการล้อเลียนชีวิตพนักงานออฟฟิศได้อย่างเจ็บแสบและตลกขบขัน
2. ความสัมพันธ์ “พี่ชาย-น้องชาย” ที่กระแทกใจคนมีพี่น้อง
จุดแข็งที่สุดของเรื่องคือพัฒนาการของทิมและ Boss Baby จากตอนแรกที่ทิมรู้สึกว่าน้องมาแย่งความรัก (Sibling Rivalry) ไปจนถึงการเรียนรู้ที่จะแชร์ความรักและการดูแลกัน หนังทำให้เราเห็นว่า “ความรักไม่ใช่ของที่มีจำกัด แต่มันสามารถงอกเงยได้” ซึ่งเป็นบทเรียนที่ดีมากสำหรับครอบครัวที่มีลูกหลายคน
3. งานภาพสีสันสดใสและจินตนาการล้นปรี่
เนื่องจากเรื่องนี้เล่าผ่านมุมมองของทิม หนังจึงใส่ฉากผจญภัยในจินตนาการเข้ามาบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการสู้กับนินจา หรือการเดินเรือในทะเลลึก งานภาพจาก DreamWorks ยังคงมาตรฐานสูง สีสันฉูดฉาด การขยับตัวของเด็กทารกที่พยายามจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่นั้นดูตลกและมีเสน่ห์มาก
4. เสียงพากย์สุดกวนของ Alec Baldwin
ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ Boss Baby โด่งดังคือเสียงพากย์ของ Alec Baldwin ที่มีน้ำเสียงทุ้มลึกแบบนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล พอเสียงแบบนี้ออกมาจากปากเด็กทารกตาโตแก้มป่อง มันคือความขัดแย้งที่สร้างเสียงหัวเราะได้ตลอดทั้งเรื่อง

แม้เปลือกนอกของ จะดูเป็นหนังตลกเบาสมอง แต่เนื้อหาข้างในกลับพูดถึงเรื่องการทำงานสายตัวแทบขาด (Workaholism) และการลืมใช้ชีวิต หนังตั้งคำถามว่าความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือตำแหน่ง “บอส” นั้นสำคัญจริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับการได้มีใครสักคนคอยกอดตอนนอนหรืออ่านนิทานให้ฟัง
ฉากจบของเรื่องนี้เป็นหนึ่งในฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ DreamWorks เลยก็ว่าได้ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการเสียสละและความผูกพันที่ก้าวข้ามเรื่องของภารกิจไปสู่คำว่า “ครอบครัว” ที่แท้จริง
The Boss Baby เป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย เด็กๆ จะสนุกไปกับมุกตลกเจ็บตัวและการผจญภัย ส่วนผู้ใหญ่จะอินไปกับการล้อเลียนระบบออฟฟิศและความหมายของความรักในครอบครัว เป็นหนังที่ให้พลังบวกและทำให้เราอยากกลับไปกอดคนในครอบครัวมากขึ้นครับ
สรุปคะแนน: 8.5/10 (หักนิดเดียวตรงที่บางช่วงดำเนินเรื่องเร็วไปนิด แต่โดยรวมคือดีงาม!)

