บุรุษเหนือฟ้า ในปราสาทสูง จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ใช่ฝ่ายสัมพันธมิตรถ้าคุณเคยสงสัยว่าโลกจะเป็นอย่างไรหากประวัติศาสตร์พลิกผัน… หากกองทัพนาซีเยอรมันและจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 และเข้ามาปกครองอเมริกา? ซีรีส์ หรือ คือคำตอบที่ทั้งลึกลับ ระทึกขวัญ และสั่นประสาทที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างมาบนหน้าจอสตรีมมิ่งครับ
- ผู้สร้าง: Frank Spotnitz (ดัดแปลงจากนิยายของ Philip K. Dick)
- สตูดิโอ: Amazon Studios
- แนวเกม: ดราม่า / ไซไฟ / ระทึกขวัญการเมือง (Dystopian)
- ช่องทางรับชม: Prime Video
เรื่องราวเซ็ตฉากอยู่ในปี 1962 ในโลกที่ฝ่ายอักษะชนะสงคราม ประเทศสหรัฐอเมริกาถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน: ฝั่งตะวันออกถูกปกครองโดย “ไรช์เยอรมัน” (Greater Nazi Reich) และฝั่งตะวันตกถูกปกครองโดย “จักรวรรดิญี่ปุ่น” (Japanese Pacific States) โดยมีพื้นที่เป็นกลาง (Neutral Zone) กั้นกลางระหว่างเทือกเขาร็อกกี้
ตัวเอกอย่าง จูเลียน่า เครน (Alexa Davalos) เข้าไปพัวพันกับขบวนการใต้ดินโดยบังเอิญ เมื่อเธอได้รับฟิล์มภาพยนตร์ลึกลับที่ชื่อว่า “The Grasshopper Lies Heavy” ซึ่งภาพในฟิล์มนั้นกลับแสดงภาพประวัติศาสตร์ที่ “ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม” (ซึ่งก็คือโลกแห่งความจริงของเรานั่นเอง)
ฟิล์มเหล่านี้ถูกกล่าวว่าถูกรวบรวมโดยบุคคลปริศนาที่รู้จักกันในชื่อ จูเลียน่าจึงต้องออกเดินทางเพื่อค้นหาความจริงว่าฟิล์มเหล่านี้มาจากไหน? มันคือเรื่องจริงหรือภาพลวงตา? และมันจะสามารถปลุกระดมคนให้ลุกขึ้นมาทวงคืนอิสรภาพได้หรือไม่?
1. งานโปรดักชันที่สมจริงจนน่าขนลุก
ความเจ๋งที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้คือการเนรมิตโลก Dystopian ออกมาได้ละเอียดมาก เราจะได้เห็นนิวยอร์กที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์สวัสติกะ หรือซานฟรานซิสโกที่กลายเป็นเมืองญี่ปุ่นโบราณ การออกแบบเสื้อผ้า อาหาร สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีในเรื่องทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่า “ถ้าวันนั้นประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป โลกคงเป็นแบบนี้จริงๆ”
2. ตัวละครสีเทาที่ซับซ้อน (โดยเฉพาะฝ่ายตัวร้าย)
ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้แบ่ง “ขาว” กับ “ดำ” อย่างชัดเจน ตัวละครที่น่าจดจำที่สุดกลับเป็นฝ่ายนาซีอย่าง จอน สมิธ (Rufus Sewell) นายทหารระดับสูงที่ต้องเลือกระหว่างความภักดีต่อพรรคกับการปกป้องครอบครัว หรือ โนบุสุเกะ ทากามิ (Cary-Hiroyuki Tagawa) รัฐมนตรีการค้าฝ่ายญี่ปุ่นที่มีมิติความลึกซึ้งและมีพลังวิเศษลึกลับ
3. ปริศนา “ไซไฟ” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้หนังการเมือง
แม้ฉากหน้าจะเป็นเรื่องการเมืองและการจารกรรม แต่แก่นแท้ของเรื่องคือแนวคิด “โลกคู่ขนาน” (Multiverse) ที่ทำให้เราต้องลุ้นตลอดเวลาว่าฟิล์มเหล่านั้นหลุดมาจากไหน และตัวละครจะสามารถข้ามไปมาระหว่างโลกได้หรือไม่?

● การจิกกัดอุดมการณ์และการโฆษณาชวนเชื่อ
ซีรีส์นำเสนอวิธีการที่ระดมความคิดของผู้คนให้ยอมรับเผด็จการได้อย่างน่าสนใจ ผ่านสื่อวิทยุ ทีวี และการศึกษา เราจะได้เห็นว่าในโลกที่ “ความชั่วร้ายเป็นเรื่องปกติ” (Banality of Evil) ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร และอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้พวกเขากล้าลุกขึ้นมาสู้
● การชิงไหวชิงพริบระหว่าง “เยอรมัน vs ญี่ปุ่น”
แม้จะเป็นพันธมิตรกัน แต่ในเรื่องทั้งสองมหาอำนาจกลับมีการทำสงครามเย็นกันเอง มีการส่งสายลับหักหลัง และการสะสมอาวุธนิวเคลียร์เพื่อข่มขู่กัน ทำให้เนื้อเรื่องมีความเข้มข้นเหมือนหนังสายลับชั้นดีที่พลาดไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
● ฉากจบและปรัชญาที่ต้องตีความ
แต่ละซีซั่นจะทิ้งปมใหญ่ๆ ไว้ให้เราขบคิดเสมอ โดยเฉพาะเรื่องโชคชะตาและการเลือก (Choice vs Fate) ว่าถ้าเราเปลี่ยนอดีตได้ เราจะเปลี่ยนมันจริงไหม? หรือมนุษย์เราก็พร้อมจะทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิมไม่ว่าอยู่ในโลกไหนก็ตาม

The Man in the High Castle เป็นซีรีส์ที่สมบูรณ์แบบทั้งในแง่ของเนื้อหาที่เข้มข้น งานภาพที่สวยงามระดับภาพยนตร์ และการแสดงที่ทรงพลัง มันไม่ใช่แค่หนังสงคราม แต่มันคือการสำรวจความเป็นมนุษย์ในสภาวะที่มืดมิดที่สุด
หากคุณชอบซีรีส์แนวสืบสวนที่มีกลิ่นอายความลึกลับ และชอบตั้งคำถามกับโลกใบนี้ นี่คือ “Must Watch” ที่คุณต้องดูให้จบทั้ง 4 ซีซั่นครับ!
คะแนนความน่าติดตาม: 9.5/10

