Shrek the Third เมื่อยักษ์เขียวต้องรับบท “ผู้สืบทอด” และภารกิจตามหาเจ้าชายผู้ถูกลืม!หากพูดถึงแอนิเมชันที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ของเทพนิยาย ชื่อของ “Shrek” จะต้องเป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึงแน่นอน และในภาคที่ 3 นี้ การเดินทางของยักษ์เขียวตัวโปรดของเราไม่ได้มีแค่ความฮา แต่ยังมาพร้อมกับบทเรียนชีวิตครั้งใหญ่ที่โตขึ้นไปอีกขั้น!
- ผู้กำกับ: Chris Miller และ Raman Hui
- สตูดิโอ: DreamWorks Animation
- ให้เสียงพากย์โดย: Mike Myers (Shrek), Eddie Murphy (Donkey), Cameron Diaz (Fiona), Antonio Banderas (Puss in Boots) และ Justin Timberlake (Artie)
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระราชาฮาโรลด์ (เสด็จพ่อของฟิโอน่า) สิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหัน เชร็ค (Shrek) ต้องเผชิญกับฝันร้ายที่น่ากลัวกว่ามังกรพ่นไฟ นั่นคือการต้องขึ้นเป็น “กษัตริย์” ปกครองเมืองไกลโพ้น (Far Far Away) ซึ่งแน่นอนว่ายักษ์ที่รักความสันโดษในหนองน้ำอย่างเขาไม่ต้องการตำแหน่งนี้เลย!
ทางออกเดียวของเชร็คคือการไปตามหา อาร์เธอร์ (Artie) ญาติห่างๆ ของฟิโอน่าที่เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์อีกคนหนึ่ง เชร็คจึงออกเดินทางไปพร้อมกับคู่หูสุดป่วนอย่าง ดองกี้ (Donkey) และ เจ้าเหมียวพุซ (Puss in Boots) เพื่อพาตัวอาร์เธอร์กลับมาทำหน้าที่แทน
ในขณะเดียวกัน เจ้าชายชาร์มมิ่ง (Prince Charming) ที่ยังคงแค้นเคืองจากภาคก่อน ก็ได้รวบรวมเหล่าตัวร้ายในเทพนิยายมาบุกยึดเมืองไกลโพ้น ฟิโอน่าจึงต้องรวบรวมเหล่าแก๊งเจ้าหญิงดิสนีย์ (เวอร์ชั่นแสบๆ) เพื่อลุกขึ้นมาสู้และปกป้องอาณาจักรด้วยตัวเอง!
1. การรวมตัวของเหล่า “เจ้าหญิง” ฉบับสายบวก!
ลืมภาพเจ้าหญิงผู้อ่อนแอที่รอเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยไปได้เลยครับ เพราะในภาคนี้เราจะได้เห็น สโนว์ไวท์, ซินเดอเรลล่า, เจ้าหญิงนิทรา และราพันเซล ในลุคที่พร้อมบู๊แบบสุดตัว ความฮาอยู่ที่การเอาเอกลักษณ์ของแต่ละคนมาทำเป็นอาวุธ (เช่น สโนว์ไวท์ที่ใช้เสียงเพลงเรียกสัตว์มาถล่มศัตรู) ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ภาคนี้ดูสดใหม่และแหวกแนวมาก
2. ประเด็น “ความรับผิดชอบ” และ “ความกลัวการเป็นพ่อ”
นอกจากเรื่องการเมืองในวัง เชร็คยังต้องเผชิญกับข่าวใหญ่ว่าฟิโอน่ากำลัง “ตั้งท้อง” ภาคนี้จึงสะท้อนให้เห็นความกังวลของเชร็คว่ายักษ์อย่างเขาจะเป็นพ่อที่ดีได้ไหม การเดินทางไปกับอาร์เธอร์จึงไม่ใช่แค่การหาคนมาแทนตำแหน่งกษัตริย์ แต่เป็นการที่เชร็คได้เรียนรู้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และพร้อมรับมือกับบทบาทพ่อคนในอนาคต
3. มุกตลกเสียดสีเทพนิยายที่ยังคงความเก๋า
เสน่ห์ของ DreamWorks คือการหยิบเอาความ “น้ำเน่า” ของนิทานมาล้อเลียนได้อย่างเจ็บแสบ ไม่ว่าจะเป็นมุกชีวิตนักเรียนไฮสคูลในยุคกลาง หรือการเอาตัวร้ายที่ถูกลืมมาเป็นฝ่ายอธรรมที่ดูแล้วน่าสงสารมากกว่าน่ากลัว ทำให้ Shrek the Third เป็นหนังที่ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยไม่รู้สึกเบื่อ

● อาร์เธอร์ (Artie) กับบทเรียนเรื่องการเชื่อมั่นในตัวเอง
จัสติน ทิมเบอร์เลก ให้เสียงพากย์อาร์เธอร์ได้อย่างมีเสน่ห์ ตัวละครนี้เป็นตัวแทนของเด็ก “ขี้แพ้” ในโรงเรียนที่จู่ๆ ก็ถูกผลักดันให้รับภาระอันยิ่งใหญ่ บทพูดปลุกใจของอาร์เธอร์ในช่วงท้ายเรื่องเป็นหนึ่งในฉากที่น่าประทับใจที่สุดในซีรีส์เชร็คเลยทีเดียว
● ดองกี้และพุซ: คู่หูสลับร่าง สร้างความวายป่วง
ในภาคนี้มีฉากเด็ดเมื่อดองกี้และเจ้าเหมียวพุซถูกมนต์สลับร่างกัน! ลองจินตนาการถึงเจ้าลาที่ทำตาอ้อนวอนแบบแมว หรือเจ้าเหมียวในร่างลาที่พยายามพูดมากไม่หยุด จังหวะการรับส่งมุกของ Eddie Murphy และ Antonio Banderas ยังคงเป็น “MVP” ของเรื่องเสมอ
● งานภาพที่ก้าวกระโดดจากยุค 2000
แม้จะผ่านมาหลายปี แต่ต้องยอมรับว่ารายละเอียดของเส้นผม เสื้อผ้า และฉากหลังของเมืองไกลโพ้นในภาค 3 นี้มีความละเอียดสูงมาก เมื่อเทียบกับภาคก่อนๆ งานอาร์ตมีความเป็นเอกลักษณ์และเปี่ยมไปด้วยสีสันที่ดึงดูดสายตาเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี
อาจจะถูกมองว่าเบากว่าภาค 2 ในแง่ของดราม่าที่เข้มข้น แต่ในแง่ของ “ความบันเทิง” และ “การขยายโลกของเชร็ค” ภาคนี้ทำออกมาได้สมบูรณ์แบบครับ มันคือหนังที่พูดถึงการค้นหาตัวเองและการยอมรับความจริงในวันที่ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง
หากคุณกำลังมองหาแอนิเมชันดูสนุกๆ ในวันหยุดที่มอบทั้งรอยยิ้ม ข้อคิด และความป่วนของเหล่าตัวละครที่คุ้นเคย เชร็ค ภาค 3 คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่จะทำให้คุณหลงรักยักษ์ตัวเขียวนี้มากยิ่งขึ้นแน่นอน!
คะแนนรีวิว: 8/10
(หักคะแนนความวุ่นวายของตัวละครที่มีเยอะจนบางคนอาจจะได้บทน้อยไปนิด แต่ความฮายังจัดเต็ม!)

