เมื่อเด็กชาย “จอมปฏิเสธไม่เป็น” ต้องมาออกทริปสุดป่วนกับ “สาวน้อยยักษ์” หากคุณกำลังมองหาแอนิเมชันญี่ปุ่นแนวฟีลกู๊ด งานภาพละมุนตาที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจเหมือนนั่งจิบชาอุ่นๆ ในวันฝนพรำ (มาย โอนิ เกิร์ล) คือผลงานชิ้นล่าสุดจาก Netflix ที่ไม่ควรพลาดครับ นี่ไม่ใช่แค่การ์ตูนผจญภัยธรรมดา แต่เป็นบทเรียนการเติบโตที่ถูกห่อหุ้มด้วยตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่นและความน่ารักสดใสของตัวละครที่ชวนให้เรายิ้มตามได้ไม่ยาก
- ชื่อเรื่อง: My Oni Girl (Suki demo Kirai na Amanojaku)
- ผู้กำกับ: Tomotaka Shibayama (ผู้เคยฝากผลงานจาก A Whisker Away)
- สตูดิโอ: Studio Colorido (สตูดิโอสายละมุนเจ้าของผลงาน Drifting Home และ Penguin Highway)
- ช่องทางรับชม: Netflix
เรื่องราวเริ่มต้นที่ ฮิอิรากิ เด็กหนุ่มมัธยมปลายผู้แสนดี (เกินไป) เขามีนิสัย “ปฏิเสธคนไม่เป็น” เพราะกลัวว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วคนอื่นจะไม่ชอบเขา ฮิอิรากิยอมทำตามความต้องการของเพื่อนทุกคนจนตัวเองต้องเหนื่อยและสูญเสียตัวตนไป แต่แล้วชีวิตที่แสนอึดอัดของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อเขาได้พบกับ สึมุงิ เด็กสาวจอมแก่นที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับความลับที่ว่า… เธอคือ “โอนิ” (ยักษ์)
สึมุงิมายังโลกมนุษย์เพื่อภารกิจสำคัญคือการ “ตามหาแม่” ที่หายตัวไป และด้วยเหตุบังเอิญบางอย่าง ฮิอิรากิจึงต้องกลายมาเป็นบัดดี้ร่วมทางกับสาวน้อยยักษ์คนนี้ ท่ามกลางหิมะที่ตกผิดฤดูกาลและการไล่ล่าจากเหล่าโอนิที่ต้องการพาตัวสึมุงิกลับไป การเดินทางครั้งนี้จะเปลี่ยนโลกหม่นๆ ของฮิอิรากิให้กลายเป็นโลกที่เขากล้าจะพูดความรู้สึกจริงๆ ออกมา
1. งานภาพระดับมาตราฐาน Studio Colorido
ถ้าใครเคยดู A Whisker Away จะรู้เลยว่าสตูดิโอนี้โดดเด่นเรื่องการลงสีที่ดูฟุ้งฝันและดูสบายตา ใน My Oni Girl เราจะได้เห็นฉากชนบทของญี่ปุ่นที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะสีสันของชุดและเอฟเฟกต์ที่เกี่ยวกับตำนาน “โอนิ” ที่ดูแปลกตาแต่สวยงาม จนรู้สึกว่าอยากจะแคปภาพหน้าจอมาทำวอลเปเปอร์เลยทีเดียว
2. ประเด็น “People Pleaser” ที่เข้าถึงใจคนยุคใหม่
หนังหยิบยกประเด็นของคนที่พยายามทำให้ทุกคนพอใจ (People Pleaser) มาเล่าได้อย่างคมคายผ่านตัวละครฮิอิรากิ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนที่อ่านรีวิวนี้ก็น่าจะมีโมเมนต์ที่ “ไม่กล้าปฏิเสธ” เหมือนกัน หนังเปรียบเทียบอาการอัดอั้นในใจนี้เข้ากับพลังของโอนิได้อย่างน่าสนใจ ทำให้เราได้ฉุกคิดว่าการซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองนั้นสำคัญแค่ไหน

● ตำนาน “โอนิ” ในมุมมองใหม่
ปกติเราจะคุ้นเคยกับ “ยักษ์” หรือ “โอนิ” ในฐานะอสูรกายที่น่ากลัว ถือกระบองหน้าตาดุดัน แต่ในเรื่องนี้หนังตีความใหม่ให้โอนิเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ความรู้สึก มีสังคม และมีความเชื่อมโยงกับ “ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่” ของมนุษย์ การตีความนี้ทำให้เนื้อเรื่องดูทันสมัยและมีความเป็นแฟนตาซีที่สดใหม่
● เคมีที่แตกต่างแต่ลงตัวของพระ-นาง
ฮิอิรากิคือตัวแทนของความสงบ (ที่ซ่อนความวุ่นวายไว้ข้างใน) ส่วนสึมุงิคือตัวแทนของความโผงผาง (ที่ซ่อนความอ่อนไหวไว้) การจับคู่ตัวละครที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้วให้มาติดแหง็กอยู่ด้วยกันคือสูตรสำเร็จที่ยังคงใช้ได้ผลดีเสมอ เราจะได้เห็นการปะทะทางความคิดที่ค่อยๆ กลายเป็นความเข้าใจและความผูกพันที่บริสุทธิ์
● บทเรียนเรื่อง “ความกล้าที่จะถูกเกลียด”
สาระสำคัญที่หนังพยายามสื่อคือ การเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องทำตามใจทุกคนเสมอไป หนังพาเราไปสำรวจว่าความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนนั้นไม่ได้สร้างขึ้นจากการ “ยอม” แต่สร้างขึ้นจากการ “เปิดใจ” แม้ว่านั่นหมายถึงการต้องพูดในสิ่งที่อีกฝ่ายอาจจะไม่ชอบบ้างก็ตาม
My Oni Girl อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่มีพล็อตหักมุมรุนแรงหรือบีบคั้นน้ำตาจนท่วมท้น แต่มันคือหนังที่ “เยียวยาหัวใจ” ได้ดีเยี่ยมครับ มันบอกกับเราว่าไม่เป็นไรนะถ้าเราจะผิดพลาด ไม่เป็นไรนะถ้าเราจะพูดคำว่าไม่ และไม่เป็นไรนะถ้าเราจะเป็นตัวของตัวเอง
หากคุณมีเวลาว่างในวันหยุด และอยากหาอะไรดูที่จบแล้วรู้สึกได้รับพลังบวก (Positive Vibes) กลับมา ผมแนะนำให้กดเข้า Netflix แล้วเริ่มทริปเดินทางไปกับฮิอิรากิและสึมุงิได้เลยครับ
คะแนนรีวิว: 8/10 (หักคะแนนเรื่องการดำเนินเรื่องช่วงกลางที่อาจจะช้าไปนิด แต่คะแนนความน่ารักเอาไปเต็มร้อย!)

