เมื่อเหล่าตำนานวัยเด็กกลายเป็นทีมซูเปอร์ฮีโร่ ปกป้องความหวังด้วยพลังแห่งศรัทธาหากถามถึงแอนิเมชันในดวงใจที่หยิบมาดูเมื่อไหร่ก็ยังคงความประทับใจ ทั้งงานภาพที่อลังการและเนื้อเรื่องที่กินใจ ชื่อของ Rise of the Guardians (2012) หรือ “ห้าเทพผู้พิทักษ์“ จะต้องติดอยู่ในโผอันดับต้นๆ แน่นอน แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่าสิบปี แต่เสน่ห์ของเหล่าเทพผู้นำความสุขมาให้เด็กๆ กลุ่มนี้ยังคงไม่เสื่อมคลาย
- ผู้กำกับ: Peter Ramsey
- สตูดิโอ: DreamWorks Animation
- ดัดแปลงจาก: ชุดหนังสือ The Guardians of Childhood โดย William Joyce
- ให้เสียงพากย์โดย: Chris Pine (Jack Frost), Alec Baldwin (North), Hugh Jackman (Bunnymund), Isla Fisher (Tooth), Jude Law (Pitch Black)
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ พิทช์ แบล็ค (Pitch Black)หรือ “บูกี้แมน” จอมวายร้ายผู้คุมพลังแห่งฝันร้าย กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนความหวังและความเชื่อมั่นของเด็กๆ ทั่วโลกให้กลายเป็นความกลัว เพื่อให้ตนเองมีตัวตนและอำนาจเหนือทุกสิ่ง
ด้วยเหตุนี้ พระจันทร์ (The Man in the Moon) จึงได้คัดเลือกเทพผู้พิทักษ์องค์ใหม่เพื่อมารับมือกับวิกฤตครั้งนี้ นั่นคือ แจ็ค ฟรอสต์ (Jack Frost) เด็กหนุ่มผู้ควบคุมน้ำแข็งและหิมะที่รักอิสระและไร้จุดหมาย เขาต้องเข้าร่วมทีมกับ 4 เทพผู้พิทักษ์เดิม ได้แก่ นอร์ธ (ซานตาคลอส), บันนี่ (กระต่ายอีสเตอร์), ทูธ (นางฟ้าฟันน้ำนม) และ แซนด์แมน (มนุษย์ทราย)
แต่ปัญหาคือ แจ็ค ฟรอสต์ เป็นเทพที่ไม่มีเด็กคนไหนมองเห็น เพราะไม่มีใคร “เชื่อ” ว่าเขามีอยู่จริง แจ็คจึงต้องออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนในอดีตของตัวเอง พร้อมๆ กับการเรียนรู้ความหมายของการเป็น “ผู้พิทักษ์” เพื่อกอบกู้ศรัทธาของเด็กๆ ให้กลับคืนมาก่อนที่แสงแห่งความหวังจะดับมอดลง

1. การตีความ “ตัวละครตำนาน” ในรูปแบบใหม่ที่เท่กว่าเดิม
ลบภาพซานตาคลอสพุงพลุ้ยใจดีในชุดสีแดงออกไปก่อน เพราะ นอร์ธ ในเรื่องนี้คือชายร่างยักษ์ชาวรัสเซียที่มีรอยสักเต็มแขนและกวัดแกว่งดาบคู่ได้อย่างคล่องแคล่ว หรือ กระต่ายอีสเตอร์ ที่ไม่ใช่กระต่ายน้อยน่ารัก แต่เป็นนักรบจากออสเตรเลียที่สูงกว่า 6 ฟุต การออกแบบตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์นี้ทำให้หนังดูมีความเป็น “ทีมซูเปอร์ฮีโร่” มากกว่าการ์ตูนนิทานก่อนนอน
2. งานภาพระดับเทพ (Visual Splendor)
DreamWorks ทำการบ้านมาดีมากในแง่ของงานภาพ แสง สี และเงา โดยเฉพาะพลังของ แซนด์แมน ที่ใช้ทรายสีทองสร้างเป็นรูปร่างต่างๆ นั้นงดงามราวกับงานศิลปะ หรือฉากเกล็ดหิมะของ แจ็ค ฟรอสต์ ที่มีความละเอียดสูง จนทำให้เรารู้สึกถึงความหนาวเย็นและนุ่มนวลไปพร้อมกัน
3. พล็อตเรื่องที่เติบโตไปพร้อมกับผู้ชม
หนังไม่ได้เล่าแค่เรื่องธรรมะชนะอธรรม แต่ยังลงลึกถึงประเด็น “การค้นหาตัวตน” (Identity) ของแจ็ค ฟรอสต์ และคำถามที่ว่า “แก่นแท้ของคุณคืออะไร?” ซึ่งเป็นเมสเสจที่ส่งถึงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างทรงพลัง ทำให้หนังมีความลึกมากกว่าแอนิเมชันเน้นตลกทั่วไป

● “แจ็ค ฟรอสต์” ตัวแทนของคนที่ถูกลืม
แจ็ค ฟรอสต์ คือตัวละครที่เปราะบางแต่ทรงพลัง เขาใช้ชีวิตมา 300 ปีโดยไม่มีใครมองเห็น ความเหงาและการตั้งคำถามว่า “ฉันเกิดมาเพื่ออะไร?” คือสิ่งที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ชมวัยรุ่นและวัยทำงานได้เป็นอย่างดี การเห็นพัฒนาการของแจ็คจากการเป็นเด็กหนุ่มขี้เล่น สู่การเป็นผู้ปกป้องที่เสียสละ จึงเป็นเส้นเรื่องที่สมบูรณ์แบบมาก
● ความสำคัญของ “ความเชื่อมั่น” และ “จินตนาการ”
หนังเน้นย้ำว่า พลังของเทพผู้พิทักษ์ไม่ได้มาจากอาวุธ แต่มาจาก “ความเชื่อ” ของเด็กๆ ตราบใดที่มีเด็กแม้เพียงคนเดียวที่ยังเชื่อมั่น พลังแห่งแสงสว่างก็จะไม่มีวันดับสิ้น นี่คือการสดุดีช่วงเวลาแห่งความไร้เดียงสาในวัยเด็กที่ผู้ใหญ่หลายคนเผลอลืมไปเมื่อเติบโตขึ้น
● ฉากต่อสู้ที่ตื่นตาตื่นใจไม่แพ้หนังแอ็กชัน
การปะทะกันระหว่างพลังทรายสีทองของแซนด์แมนกับฝันร้ายสีดำของพิทช์ แบล็ค เป็นหนึ่งในฉากการต่อสู้ที่น่าจดจำที่สุดในโลกแอนิเมชัน จังหวะการตัดต่อและการออกแบบท่าทางการต่อสู้ทำออกมาได้ลื่นไหลและเร้าใจ จนลืมไปเลยว่านี่คือหนังที่เรททั่วไป (G Rating)
Rise of the Guardians คือหนังที่พิสูจน์ว่า “ตำนานไม่เคยตาย” หากเรายังคงเก็บรักษาความมหัศจรรย์ไว้ในใจ เป็นหนังที่ดูสนุกกันได้ทั้งครอบครัว เด็กๆ จะตื่นตาไปกับความอัศจรรย์ของเวทมนตร์ ส่วนผู้ใหญ่จะได้ทบทวนถึง “แก่นแท้” ของตัวเองที่อาจสูญหายไประหว่างทาง
หากคุณยังไม่เคยดู หรือดูนานจนลืมเนื้อหาไปแล้ว สุดสัปดาห์นี้ลองหยิบมาเปิดใหม่อีกครั้ง แล้วคุณจะพบว่าแสงสีทองแห่งความฝันยังคงอบอุ่นอยู่เสมอครับ
สรุปคะแนน: 9.5/10 (หักนิดเดียวที่อยากให้หนังยาวกว่านี้ เพราะอยากเห็นโลกของเทพองค์อื่นๆ เพิ่มขึ้น!)

