เจ้าหญิงมหาสมุทร อนิเมชั่นภาพสวยสะกดโลก กับตำนาน “เซลกี้” ที่จะเยียวยาหัวใจทุกดวงหากจะพูดถึงอนิเมชั่นที่ “ภาพสวยจนทุกเฟรมเหมือนงานศิลปะ” ชื่อของ Song of the Sea (2014) จะต้องติดอยู่ในลิสต์นั้นอย่างแน่นอนครับ นี่คือผลงานลำดับที่สองในไตรภาคตำนานพื้นบ้านไอริช (Irish Folklore Trilogy) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า งานวาดมือแบบ 2D ยังคงมีพลังวิเศษที่คอมพิวเตอร์กราฟิกเลียนแบบไม่ได้ และวันนี้เราจะพาทุกคนดำดิ่งลงสู่มหาสมุทรไปพร้อมๆ กันครับ
- ผู้กำกับ: Tomm Moore
- สตูดิโอ: Cartoon Saloon (สตูดิโออิสระจากไอร์แลนด์ที่เข้าชิงออสการ์มาแล้วนับไม่ถ้วน)
- แนว: Fantasy / Adventure / Family
- ความยาว: 93 นาที
เรื่องราวเล่าถึง เบ็น (Ben) เด็กชายตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในประภาคารริมทะเลกับพ่อและน้องสาวชื่อ เซียร์ชา (Saoirse) น้องสาวผู้เงียบงันที่ไม่ยอมพูดคำใดออกมาเลยนับตั้งแต่เกิด เบ็นมีความทรงจำที่แสนเศร้าเกี่ยวกับแม่ที่หายตัวไปในคืนที่น้องสาวเกิด ทำให้เขาแอบตั้งแง่และไม่ค่อยลงรอยกับเซียร์ชานัก
จนกระทั่งวันหนึ่ง เซียร์ชาได้พบกับ “เสื้อคลุมสีขาว” ปริศนา และค้นพบว่าแท้จริงแล้วเธอคือ “เซลกี้” (Selkie) สิ่งมีชีวิตในตำนานที่เป็นแมวน้ำเมื่ออยู่ในน้ำและเป็นมนุษย์เมื่ออยู่บนบก แต่พลังของเธอกำลังถูกคุกคามโดย มาช่า (Macha) แม่มดนกฮูกผู้พยายามจะขโมยความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตทุกตัวไปแช่แข็งเป็นหิน
เบ็นจึงต้องก้าวข้ามความโกรธเคืองในใจ และกลายเป็นพี่ชายที่คอยปกป้องน้องสาว เพื่อพากันเดินทางกลับสู่ท้องทะเลและปลดปล่อยบทเพลงแห่งมหาสมุทรให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ก่อนที่จิตวิญญาณแห่งตำนานไอริชจะสูญสิ้นไปตลอดกาล

1. งานภาพระดับมาสเตอร์พีซ (The Visual Poetry)
สตูดิโอ Cartoon Saloon สร้างสรรค์ภาพออกมาได้งดงามไร้ที่ติครับ การใช้ลายเส้นทรงกลมและรูปทรงเรขาคณิตผสมผสานกับสีน้ำ ทำให้ทุกฉากดูเหมือนสมุดภาพนิทานที่มีชีวิต ฉากประภาคาร ฉากป่า หรือฉากใต้ทะเล ถูกออกแบบมาอย่างละเอียดอ่อนจนคุณอาจจะอยากกดหยุดหน้าจอเพื่อเซฟรูปไว้เป็นวอลเปเปอร์เลยทีเดียว
2. ดนตรีประกอบที่โหยหาและทรงพลัง
เพลงประกอบในเรื่องนี้ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองของไอริชอย่างพิณและขลุ่ยไม้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวใจของเรื่องได้อย่างดีเยี่ยม เพลง “Song of the Sea” ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของพล็อตนั้นมีความหม่นเศร้าแต่ก็แฝงไปด้วยความหวัง เป็นเมโลดี้ที่จะติดหูคุณไปอีกนานหลังจากดูจบ
3. การเล่าเรื่องที่ลึกซึ้ง (Coming of Age)
แม้หน้าหนังจะดูเหมือนนิทานเด็ก แต่เนื้อหาข้างในพูดถึงเรื่องการจัดการกับความเศร้าเสียใจ (Grief) และการยอมรับความสูญเสียได้อย่างละเมียดละไม หนังเปรียบเทียบโลกแห่งตำนานกับโลกความเป็นจริงได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ผู้ใหญ่ที่ดูจะได้รับข้อความที่กินใจไม่แพ้เด็กๆ เลย

● ตำนานไอริชที่ถูกปัดฝุ่นใหม่ให้ร่วมสมัย
หนังหยิบยกเอาตำนานพื้นบ้านอย่างเรื่อง “เซลกี้” และ “ยักษ์แม็กลีร์” มาเล่าในบริบทที่เข้าใจง่าย ความเจ๋งคือหนังไม่ได้มองว่าตำนานเป็นเรื่องงมงาย แต่มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณและธรรมชาติที่มนุษย์กำลังหลงลืมไป การดูหนังเรื่องนี้จึงเหมือนการได้อ่านนิทานเล่มโปรดในมุมมองใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
● ความสัมพันธ์พี่ชาย-น้องสาว ที่สมจริงจนน่าทึ่ง
เบ็นไม่ใช่พี่ชายที่แสนดีมาตั้งแต่ต้น เขาขี้โมโห ขี้รำคาญ และบางครั้งก็ใจร้ายกับน้องสาว ซึ่งนี่แหละคือเสน่ห์! เพราะมันทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละคร จากความไม่เข้าใจกลายเป็นความผูกพันที่พร้อมจะเสียสละให้กันได้ ฉากที่เบ็นพยายามช่วยเซียร์ชาคือจุดที่เรียกน้ำตาคนดูได้ดีที่สุด
● การแช่แข็งอารมณ์: บทเรียนสำคัญจากแม่มดนกฮูก
ตัวละครแม่มดมาช่าเป็นตัวร้ายที่มีมิติมาก เธอไม่ได้อยากร้าย แต่เธอไม่อยากเห็นใครต้องเจ็บปวด เธอจึงดูดซับอารมณ์ออกไปเป็นหิน ประเด็นนี้สอนเราว่า “การมีความทุกข์ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” การหนีจากความเจ็บปวดโดยการไม่รู้สึกอะไรเลยนั้น ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
Song of the Sea คือภาพยนตร์ที่มอบประสบการณ์ทางสายตาและอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม มันคือจดหมายรักถึงวัฒนธรรมไอริช และเป็นบทเพลงที่ขับขานถึงความรักความผูกพันในครอบครัว หากคุณกำลังมองหาหนังที่ “ฟีลกู๊ดแบบหน่วงๆ” และได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต นี่คืออนิเมชั่นที่คุณต้องรีบหามาดูด่วนครับ!
สรุปคะแนน: 10/10 (ไม่มีจุดไหนให้หักเลยจริงๆ ครับ!)

