หวีดสุดขีด

หวีดสุดขีด

หวีดสุดขีด เมื่อหน้ากากผีไม่ได้มีไว้แค่หลอก แต่มาเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าหนังระทึกขวัญไปตลอดกาล!หากพูดถึงหนังแนว “Slasher” หรือหนังไล่เชือดที่โด่งดังที่สุดในโลก เชื่อว่าชื่อของ Scream หรือ หวีดสุดขีด ต้องติดโผอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน นี่คือแฟรนไชส์ที่ไม่ได้แค่ทำให้เรากลัวการรับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้า แต่ยังเป็นหนังที่ “ฉลาด” ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์สยองขวัญ


หวีดสุดขีด
  • ผู้กำกับ: เวส คราเวน (Wes Craven) – เจ้าพ่อหนังผีผู้สร้างตำนาน นิ้วเขมือบ
  • สตูดิโอ: Dimension Films
  • บทภาพยนตร์: เควิน วิลเลียมสัน (Kevin Williamson)
  • แนวหนัง: Horror / Mystery / Slasher

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเมืองเล็กๆ ที่ดูเงียบสงบอย่าง วูดส์โบโร (Woodsboro) เมื่อเด็กสาวไฮสคูลอย่าง แคซซี่ เบคเกอร์ (รับบทโดย ดรูว์ แบร์รีมอร์ ในฉากเปิดตัวที่เป็นตำนาน) ถูกฆาตกรสวมหน้ากากผีสีขาว (Ghostface) โทรมาปั่นประสาทด้วยคำถามเกี่ยวกับหนังผี ก่อนจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมสุดสยอง

ความสยองขวัญครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเป้าหมายต่อไปคือ ซิดนีย์ เพรสคอตต์ (Sidney Prescott) หญิงสาวที่ยังมีแผลใจจากการตายของแม่เธอเมื่อปีก่อน ซิดนีย์และกลุ่มเพื่อนของเธอต้องรับมือกับฆาตกรที่ดูเหมือนจะรู้ทัน “กฎเหล็กของหนังผี” ทุกข้อ ทำให้เกมแมวไล่จับหนูครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหนีเอาตัวรอด แต่เป็นการแก้ปริศนาว่า… ใครกันแน่ที่อยู่ใต้หน้ากากนั้น?


หวีดสุดขีด

1. ความเป็น Meta-Horror: หนังที่ล้อเลียนตัวเองอย่างชาญฉลาด

สิ่งที่ทำให้ Scream แตกต่างจากหนังไล่เชือดดาดๆ ในยุค 80s คือความ “รู้ดี” ครับ ตัวละครในเรื่องนี้คือกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่โตมากับหนังอย่าง Halloween หรือ Friday the 13th พวกเขารู้ว่าถ้าอยากรอดต้องทำยังไง (เช่น อย่ามีเซ็กซ์ อย่าพูดว่า ‘เดี๋ยวมานะ’ หรืออย่าดื่มเหล้า) การที่ตัวละครใช้ “กฎของหนังผี” มาสู้กับฆาตกรในหนังผีเสียเอง คือความสดใหม่ที่เขย่าวงการในตอนนั้นมาก

2. หน้ากาก Ghostface: ไอคอนระดับตำนาน

หน้ากากผีหน้ายาวสีขาวที่ดูเหมือนภาพวาด “The Scream” ของ Edvard Munch กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสยองที่ติดตาคนทั่วโลก มันดูไม่ได้ลึกลับหรือน่ากลัวเท่าหน้ากากฮอกกี้ของเจสัน แต่มันมีความ “กวนประสาท” และความ “เป็นมนุษย์” มากกว่า เพราะฆาตกรในเรื่องนี้วิ่งล้ม สะดุดขาตัวเอง และเจ็บเป็น ทำให้คนดูรู้สึกว่ามันเข้าถึงได้และน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน

3. บทภาพยนตร์ที่คาดเดาไม่ได้ (Whodunnit?)

เสน่ห์อีกอย่างของ Scream คือการสร้างบรรยากาศแบบ “ใครคือฆาตกร?” หนังโยนความสงสัยไปที่ทุกคน ตั้งแต่แฟนหนุ่มสุดฮอต, เพื่อนจอมกวน, พ่อของนางเอก ไปจนถึงนักข่าวสายหิวแสง ทำให้เราในฐานะคนดูต้องคอยจับผิดพิรุธตลอดเวลา และบทสรุปของเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้แสบสันจนหลายคนต้องอ้าปากค้าง


  • ฉากเปิดตัวในตำนาน: ดรูว์ แบร์รีมอร์ เดิมทีถูกวางตัวให้รับบทนางเอก (ซิดนีย์) แต่เธอเสนอว่าอยากตายตั้งแต่ต้นเรื่อง เพื่อให้คนดูช็อกและรู้สึกว่า “ไม่มีใครปลอดภัยในหนังเรื่องนี้” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลถล่มทลาย
  • ที่มาของหน้ากาก: ทีมงานไปเจอหน้ากากนี้ทิ้งอยู่ในบ้านร้างแห่งหนึ่งขณะหาสถานที่ถ่ายทำ พวกเขาถูกใจมันมากจนต้องติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์จากบริษัท Fun World มาใช้
  • การชุบชีวิตแนว Slasher: ก่อนปี 1996 หนังแนวไล่เชือดอยู่ในช่วงขาลงและใกล้ตายเต็มที แต่ Scream คือผู้คืนชีพที่ทำให้ค่ายหนังกลับมาสร้างหนังแนวนี้อีกครั้งในยุค 2000s

ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ Scream (1996) ก็ยังดูสนุก ไม่เชย และให้แง่คิดเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อและความรุนแรงในสังคมได้อย่างเจ็บแสบ หากคุณเป็นคอหนังที่ชอบความตื่นเต้น ชอบการหักมุม และชอบความกวนประสาทสไตล์ตลกร้าย นี่คือหนังที่ “ต้องดู” ก่อนตายครับ

คะแนนรีวิว: 9.5/10 (หัก 0.5 เพราะทำเอาเราไม่กล้ารับสายเบอร์แปลกไปหลายวัน!)