รีวิว Bleach (บลีช เทพมรณะ) ตำนานดาบฟันวิญญาณ กับการต่อสู้ที่เท่ที่สุดในยุค 3 ทหารเสือ Shonenหากพูดถึงการ์ตูนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงยุค 2000 คงไม่มีใครไม่รู้จัก “Bleach หรือ บลีช เทพมรณะ” หนึ่งในสามเสาหลัก (Big Three) ของนิตยสาร Shonen Jump ร่วมกับ One Piece และ Naruto ที่สร้างปรากฏการณ์ความเท่จนเด็กยุคนั้นต้องหาไม้บรรทัดมาทำเป็นดาบฟันวิญญาณกันเป็นแถว!วันนี้เราจะพาทุกคนไปย้อนรอยความมันส์ ดูว่าอะไรที่ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ยังคงเป็นตำนานที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างเฝ้ารอภาคบทสงครามเลือดพันปี (Thousand-Year Blood War) อย่างใจจดใจจ่อ
- ผู้แต่ง: คุโบะ ไทโตะ (Tite Kubo)
- สตูดิโออนิเมะ: Studio Pierrot (ผลงานเดียวกับ Naruto และ Black Clover)
- แนว: Action, Fantasy, Supernatural
เรื่องราวเริ่มต้นที่ คุโรซากิ อิจิโกะ เด็กหนุ่มมัธยมปลายที่มีความสามารถพิเศษคือ “มองเห็นวิญญาณ” ชีวิตธรรมดา (ที่ดูไม่ค่อยธรรมดา) ของเขาก็ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อเขาได้พบกับ คุจิกิ ลูเคีย ยมทูตสาวที่กำลังไล่ล่า “ฮอลโลว์” (สัตว์ประหลาดที่กินวิญญาณ)ในระหว่างการต่อสู้ ลูเคียได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถสู้ต่อได้ เธอจึงตัดสินใจถ่ายโอนพลังยมทูตให้กับอิจิโกะเพื่อให้เขาทำหน้าที่แทน แต่ทว่าอิจิโกะกลับดูดพลังของเธอไปทั้งหมด! จากมนุษย์ธรรมดาจึงต้องกลายเป็น “ตัวแทนยมทูต” ที่ต้องคอยปกป้องเมืองคาราคุระ และเดินทางเข้าสู่ “โซลโซไซตี้” โลกของวิญญาณเพื่อเผชิญหน้ากับเหล่าหัวหน้าหน่วยที่แข็งแกร่ง
1. งานดีไซน์ที่ “เท่” ระดับ Masterpiece
จุดเด่นที่สุดของอาจารย์คุโบะ ไทโตะ คือ “Style” ครับ การออกแบบตัวละครในเรื่องนี้คือที่สุดของความคูล ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผม หรืออาวุธประจำกายอย่าง “ดาบฟันวิญญาณ” (Zanpakuto) ที่แต่ละเล่มจะมีรูปร่างและพลังความสามารถแตกต่างกันไปตามบุคลิกของผู้ใช้ ทำให้คนดูตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้เห็นการปลดปล่อยพลังขั้นสุดยอด
2. การปลดปล่อยสวัสดิกะ (Bankai) ที่ลุ้นทุกครั้งที่พูดชื่อ
วลีฮิตอย่าง “จงโปรยปราย… เซ็มบงซากุระ” หรือการตะโกนว่า “บังไค!” (ปลดปล่อยสวัสดิกะ) คือเสน่ห์ที่ทำให้ Bleach แตกต่าง มันไม่ใช่แค่การเพิ่มพลัง แต่มันคือการเปลี่ยนรูปลักษณ์ของอาวุธให้กลายเป็นสิ่งที่เหนือชั้นขึ้นไปอีก ซึ่งดีไซน์บังไคของแต่ละคนนั้นบอกเลยว่า “สวยจนอยากได้มาประดับบ้าน”
3. เพลงประกอบ (OST) ที่โคตรเดือด
ต้องชมสตูดิโอ Pierrot และ Shiro Sagisu ผู้ทำดนตรีประกอบ เพราะเพลงใน Bleach มีเอกลักษณ์มาก มีการผสมผสานดนตรีร็อก สเปน และออร์เคสตรา เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ช่วยดึงอารมณ์ความเดือดในฉากต่อสู้ให้พุ่งพล่านจนขนลุก

● ปรัชญาในคำโปรยและบทกวี
Bleach ไม่ใช่แค่การ์ตูนต่อสู้โชว์พลังอย่างเดียว แต่อาจารย์คุโบะมักจะแทรกบทกวีและปรัชญาคมๆ ไว้ในหน้าเปิดของแต่ละเล่มเสมอ (Volume Poem) ซึ่งสะท้อนถึงตัวตนและความเหงาของตัวละครนั้นๆ ทำให้เนื้อเรื่องมีความเป็นผู้ใหญ่และมีความลึกซึ้งกว่าการ์ตูนเด็กทั่วไป
● ระบบพลังที่ซับซ้อนแต่เข้าใจง่าย
ตั้งแต่การใช้ “เรอิอัตสึ” (แรงดันวิญญาณ) ไปจนถึงการแบ่งเผ่าพันธุ์อย่าง ยมทูต, ฮอลโลว์, ควินซี่ และฟูลบริงเกอร์ ทุกอย่างมีที่มาที่ไปและจุดอ่อนจุดแข็งชัดเจน การต่อสู้ในเรื่องจึงไม่ใช่แค่ใครพลังเยอะกว่าชนะ แต่ต้องใช้ไหวพริบและการแก้ทางความสามารถของดาบด้วย
● ตัวละครที่มีมิติ: ไม่มีใครเป็นสีขาวหรือดำร้อยเปอร์เซ็นต์
ตัวร้ายใน Bleach อย่าง ไอเซ็น โซสึเกะ หรือเหล่า เอสปาด้า ไม่ได้เป็นแค่สัตว์ประหลาดที่อยากทำลายโลก แต่พวกเขามีอุดมการณ์ มีความเจ็บปวด และมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง ทำให้บางครั้งคนดูอย่างเรากลับรู้สึกเอาใจช่วยหรือหลงเสน่ห์ตัวร้ายมากกว่าพระเอกเสียอีก

หากคุณกำลังมองหาการ์ตูนที่มี แอ็กชันสุดมันส์ ดีไซน์ตัวละครสุดเท่ และเนื้อเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ Bleach คือคำตอบครับ แม้ในช่วงกลางเรื่องอาจจะมีช่วงยืดบ้างตามสไตล์อนิเมะยาวๆ แต่ถ้าคุณผ่านมันไปได้ คุณจะได้เจอกับจุดพีคที่คุ้มค่าแก่การรับชมแน่นอน
โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการนำบท “Thousand-Year Blood War” มาทำเป็นอนิเมะด้วยงานภาพระดับ Full HD และงานภาพที่สวยงามเหมือนภาพยนตร์ ยิ่งเป็นโอกาสดีที่จะเริ่มดูตั้งแต่ตอนแรก เพื่อรับประสบการณ์ความมันส์แบบครบเครื่อง“ถ้าฉันไม่ได้กุมดาบ ฉันก็ปกป้องเธอไม่ได้ แต่ถ้าฉันกุมดาบไว้ ฉันก็กอดเธอไม่ได้เช่นกัน”
— ประโยคคลาสสิกที่สะท้อนถึงหัวใจของเรื่องนี้ได้ดีที่สุด

