รีวิวหนัง “Roommates รูมเมท” เสพย์กลิ่นอายหนังวัยทีนที่คิดถึง กับผลลัพธ์เพลินกว่าที่คิด

Roommates

รีวิว Roommates รูมเมท เสพย์กลิ่นอายหนังวัยทีนที่คิดถึง กับผลลัพธ์ที่เพลินกว่าที่คิดหากคุณเป็นคนหนึ่งที่โหยหาบรรยากาศความวุ่นวายในรั้วมหาวิทยาลัย กลิ่นอายของการทำตามความฝัน และความสัมพันธ์ที่ก้ำกึ่งระหว่างเพื่อนกับคนรัก ภาพยนตร์ คือผลงานที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสัมผัสความรู้สึกเหล่านั้นอีกครั้ง แม้จะเป็นหนังที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน แต่นำกลับมาดูเมื่อไหร่ กลิ่นอายความอบอุ่นและความสดใสของวัยทรานซิชันนี้ก็ยังคงทำงานได้ดีเสมอ


  • ผู้กำกับ: กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์
  • สตูดิโอ: โมทีฟ พลัส (Motiff Plus)
  • แนวหนัง: โรแมนติก-คอมเมดี้ / วัยรุ่น

เรื่องราวเกิดขึ้นในเชียงใหม่ เมืองแห่งมนต์เสน่ห์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กลุ่มเพื่อนสนิท 4 คน ที่แชร์ห้องพัก (หรือบ้านเช่า) ร่วมกันในฐานะ “รูมเมท” นำโดย โน้ต หนุ่มมาดกวนแต่จริงใจ, ป๊อป หนุ่มแว่นผู้จริงจัง, โมโน สาวห้าวที่พยายามค้นหาตัวเอง และ แอน สาวสวยที่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายคือการที่ทุกคนต่างมีความฝันในสายดนตรี พวกเขาฟอร์มวงดนตรีชื่อขึ้นมาเพื่อลงแข่งงานดนตรีระดับจังหวัด แต่ทว่าชีวิตวัยรุ่นไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เมื่อความสัมพันธ์ภายในบ้านเริ่มสั่นคลอนจากการแอบรักกันเอง ความลับที่บอกใครไม่ได้ และบทพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วคำว่า “เพื่อน” มีค่ามากพอจะรักษาความฝันไว้ได้หรือไม่


  1. เสน่ห์ของบรรยากาศเชียงใหม่: หนังเลือกใช้โลเคชั่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายแต่มีพลัง เพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีกลิ่นอายดนตรีป๊อปยุค 2000s ตอนปลาย ช่วยส่งเสริมให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ “คิดถึงบ้านเพื่อน” ได้ง่ายขึ้น
  2. เคมีนักแสดงที่สดใหม่: ในช่วงที่หนังออกฉาย การรวมตัวของนักแสดงรุ่นใหม่ในขณะนั้นช่วยสร้างความรู้สึกที่ “จริง” และเข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นการโต้ตอบกันด้วยมุกตลกในวงเหล้า หรือความอึดอัดเวลาต้องสบตากับคนที่แอบชอบ
  3. เส้นเรื่องดนตรีที่ทัชใจ: การเอาชนะความกลัวผ่านเสียงดนตรีเป็นธีมคลาสสิกที่ยังคงขลังเสมอ หนังพาเราไปดูเบื้องหลังการซ้อม ความพยายาม และความผิดพลาดที่กลายเป็นบทเรียนชีวิต

Roommates

1. ความสัมพันธ์แบบ “Friend Zone” ที่ชวนลุ้น

หนึ่งในจุดแข็งของเรื่องคือการถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “คนในห้องเดียวกัน” การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงทำให้เส้นกั้นระหว่างเพื่อนกับคนรักบางลงเรื่อยๆ หนังทำได้ดีในการนำเสนอความรู้สึก “น้ำท่วมปาก” ที่เชื่อว่าวัยรุ่นทุกคนต้องเคยเจอ

2. ปัญหาชีวิตวัยเรียนที่ (ยัง) ร่วมสมัย

แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ปัญหาสากลอย่าง การเลือกระหว่างความฝันกับความคาดหวังของครอบครัว หรือความสับสนเรื่องอนาคตหลังเรียนจบ ยังเป็นสิ่งที่หนังสะท้อนออกมาได้อย่างกลมกล่อม ทำให้คนทำงานที่กลับมาดูยังรู้สึกอินไปกับตัวละครได้ไม่ยาก

3. มุกตลกธรรมชาติและการรับส่งบท

“รูมเมท” ไม่ใช่หนังรักที่เลี่ยนจนเกินไป เพราะถูกตัดสลับด้วยมุกตลกในสไตล์กลุ่มเพื่อน ซึ่งดูแล้วเป็นธรรมชาติเหมือนเรากำลังนั่งคุยกับเพื่อนสนิทจริงๆ ความลื่นไหลนี้เองที่ทำให้การดำเนินเรื่อง 100 กว่านาทีผ่านไปอย่างรวดเร็วและเพลิดเพลิน

4. พลังของเพลงประกอบภาพยนตร์

ต้องยอมรับว่าเพลงประกอบคือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ความหมายของเนื้อเพลงที่พูดถึงการอยู่ร่วมกัน ความรัก และการให้กำลังใจ กลายเป็นส่วนที่ช่วยขับเคลื่อนอารมณ์ในช่วงไคลแมกซ์ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


Roommates

“รูมเมท” อาจไม่ใช่หนังที่มีพล็อตเรื่องหักมุมซับซ้อน หรือมีงานภาพระดับบล็อกบัสเตอร์ แต่มันคือหนังที่ “มีหัวใจ” มันทำหน้าที่เป็นไดอารี่ที่บันทึกช่วงเวลาที่สดใสที่สุดของชีวิตคนคนหนึ่งไว้ได้อย่างงดงาม

หากวันไหนที่คุณรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน หรืออยากหาแรงบันดาลใจในการทำตามความฝัน ลองเปิดหนังเรื่องนี้ดู แล้วคุณจะพบว่าผลลัพธ์ของมัน “เพลินกว่าที่คิด” และอาจจะทำให้คุณอยากยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนเก่าที่เคยแชร์ห้องด้วยกันสักครั้ง

คะแนนความเพลิน: 8/10

เหมาะสำหรับ: คนที่ชอบหนังฟีลกู๊ด, หนังวัยรุ่นวัยมหาวิทยาลัย และคนที่รักในเสียงดนตรี