รีวิว Quantum of Solace สานต่อรอยแค้น พยัคฆ์ร้ายในวันที่หัวใจสลายหากพูดถึงหนัง James Bond ที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้มากที่สุดภาคหนึ่ง คงหนีไม่พ้น ซึ่งเป็นภาคที่สองของ Daniel Craig ในบทสายลับ 007 หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ภาคต่อธรรมดา แต่มันคือ “ภาคต่อทันที” (Direct Sequel) เรื่องแรกในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์ที่หยิบเอาความแค้นจาก Casino Royale มาขยี้ต่อแบบไม่มีพักเบรก
- สตูดิโอ: Eon Productions / Metro-Goldwyn-Mayer (MGM) / Columbia Pictures
- ผู้กำกับ: Marc Forster
- นักแสดงนำ: Daniel Craig, Olga Kurylenko, Mathieu Amalric, Judi Dench
- ความยาว: 1 ชั่วโมง 46 นาที (ภาคที่สั้นที่สุดในตระกูล Bond)
เรื่องราวเริ่มต้นเพียงไม่กี่นาทีหลังจากจบภาค Casino Royale เมื่อ James Bond (Daniel Craig) กำลังซิ่งรถคู่ใจส่งตัว Mr. White สมาชิกองค์กรลับปริศนาไปสอบสวน แต่เรื่องราวกลับบานปลายเมื่อเขารู้ว่า “องค์กร” นี้มีสายลับแฝงตัวอยู่ในทุกระดับชั้น แม้แต่ใน MI6 เองความสูญเสียจากการตายของ Vesper Lynd (หญิงสาวที่ Bond รักสุดหัวใจ) กลายเป็นเชื้อไฟที่ขับเคลื่อนให้ Bond ทำงานด้วยความบ้าคลั่ง เขาออกตามล่าร่องรอยไปจนพบกับ Dominic Greene นักธุรกิจหนุ่มจอมปลอมที่ฉากหน้าเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ฉากหลังกำลังวางแผนฮุบทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในโลกผ่านการรัฐประหารในโบลิเวียBond ต้องเลือกระหว่างการทำหน้าที่สายลับเพื่อความมั่นคงของโลก หรือการล้างแค้นส่วนตัวเพื่อปิดฉากความเจ็บปวดในใจ โดยมี Camille Montes สาวสวยลึกลับที่มีปมแค้นกับศัตรูคนเดียวกันมาร่วมชะตากรรม

1. ความดิบ เถื่อน และสมจริงระดับสูงสุด
ในภาคนี้เราจะได้เห็น Bond ที่ “ไม่เป็นผู้เป็นคน” มากที่สุด เขาแทบไม่ดื่มมาร์ตินี่ ไม่โปรยเสน่ห์ใส่สาวๆ แต่เขาคือ “เครื่องจักรสังหาร” ที่เต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งร่างกายและจิตใจ การต่อสู้ในภาคนี้เน้นความเร็ว ความรุนแรง และความสกปรก (Grit) ซึ่งสะท้อนตัวตนของ Daniel Craig ในยุคแรกได้ดีที่สุด
2. Camille Montes: บอนด์เกิร์ลที่ไม่ได้มาเพื่อ “รัก”
หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือบทของ Camille (รับบทโดย Olga Kurylenko) เธอเป็นหนึ่งใน “บอนด์เกิร์ล” ไม่กี่คนที่ไม่ได้ลงเอยบนเตียงกับ Bond แต่ทั้งคู่เชื่อมโยงกันด้วย “ความสูญเสีย” และ “แรงอาฆาต” ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูมีมิติและน่าจดจำในฐานะเพื่อนร่วมชะตากรรมมากกว่าแค่ไม้ประดับ
3. องค์กร Quantum: เงาที่มองไม่เห็น
หนังเปิดตัวองค์กร Quantum (ซึ่งต่อมาจะถูกเฉลยว่าเป็นส่วนหนึ่งของ SPECTRE) ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะฉากการประชุมลับในโรงโอเปร่าที่สื่อให้เห็นว่า เหล่าร้ายยุคใหม่ไม่ได้นั่งในฐานทัพลับภูเขาไฟ แต่พวกเขาคือเหล่านักธุรกิจและนักการเมืองที่นั่งปะปนอยู่กับคนทั่วไป นี่คือความน่ากลัวที่ร่วมสมัยและสมจริงมาก
4. งานภาพสไตล์อาร์ตที่แปลกตา
Marc Forster ผู้กำกับสายดราม่าใส่สไตล์ภาพที่ฉูดฉาดและรวดเร็ว (Fast-paced editing) แม้ช่วงแรกจะถูกวิจารณ์ว่าตัดต่อเร็วเกินไปจนดูยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนกลับมองว่ามันสะท้อนสภาวะจิตใจที่สับสนและวุ่นวายของ Bond ได้อย่างยอดเยี่ยม
5. ฉากแอ็คชั่นเปิดเรื่องที่ลืมไม่ลง
ฉากไล่ล่าด้วยรถ Aston Martin DBS ริมทะเลสาบการ์ดาในอิตาลี คือหนึ่งใน Opening Sequence ที่ระห่ำที่สุด เสียงเครื่องยนต์ที่แผดสนั่นและการตัดต่อที่บีบคั้นหัวใจ จะทำให้คุณนั่งไม่ติดเก้าอี้ตั้งแต่ 5 นาทีแรก

ในช่วงที่เข้าฉาย (007 พยัคฆ์ร้ายทวงแค้นระห่ำโลก) มักถูกเปรียบเทียบกับความสมบูรณ์แบบของ Casino Royale และถูกลดทอนคุณค่าลงเนื่องจากบทที่เขียนไม่เสร็จเพราะวิกฤตประท้วงของนักเขียน (Writers Guild Strike) ในตอนนั้นอย่างไรก็ตาม หากมองในปัจจุบัน หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็น “บทสรุปความเจ็บปวด” ของ Bond ได้อย่างยอดเยี่ยม มันคือหนังที่พูดถึงการก้าวข้าม (Closure) ความสูญเสีย หากไม่มีภาคนี้ เราอาจจะไม่เห็น James Bond ที่สุขุมและมีความเป็นมนุษย์ในภาคต่อๆ อย่าง Skyfall หรือ No Time to Die
อาจไม่ใช่หนัง Bond ที่ดูสนุกแบบผ่อนคลาย แต่มันคือหนังแอ็คชั่นระทึกขวัญที่จริงจัง ดิบ และสะท้อนความเจ็บปวดของผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียสิ่งที่รักไป หากคุณชอบความสมจริง และอยากเห็น James Bond ในโหมดที่ดุดันที่สุด นี่คือภาคที่คุณห้ามมองข้ามเด็ดขาด!
คะแนนความน่าดู: 8/10
เหมาะสำหรับ: คนชอบหนังแอ็คชั่นสไตล์ Bourne Identity, แฟนคลับ Daniel Craig และคนที่ต้องการเห็นด้านมืดของ 007

