LEE CRONIN’S THE MUMMY – ลี โครนิน เดอะ มัมมี่

ลี โครนิน เดอะ มัมมี่1

รีวิว ลี โครนิน เดอะ มัมมี่ เมื่อตำนานความสยองถูกปลุกด้วย “ความดิบ” และ “ความคลั่ง” ครั้งใหม่!หากพูดถึงชื่อของคอหนังดวงแข็งคงนึกถึงความสยองสุดขีดจาก Evil Dead Rise ที่ทำเอาหลายคนขวัญผวามาแล้ว และเมื่อเขากระโดดเข้ามาหยิบโปรเจกต์ระดับตำนานอย่าง The Mummy ภายใต้การดูแลของสตูดิโอ Universal Pictures บอกเลยว่าลืมภาพ “มัมมี่” เวอร์ชั่นผจญภัยใสๆ ที่เราเคยรู้จักไปได้เลย เพราะนี่คือการตีความใหม่ที่เปลี่ยนจากหนังแอ็กชันแฟนตาซี ให้กลายเป็น “ฝันร้าย” ที่จับต้องได้จริง

  • ผู้กำกับ: Lee Cronin
  • สตูดิโอ: Universal Pictures
  • แนวหนัง: Horror / Supernatural Thriller
  • ความยาว: ประมาณ 110 นาที

เรื่องราวในภาคนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่อียิปต์โบราณแบบเดิมๆ แต่เริ่มขึ้นในเขตก่อสร้างใจกลางลอนดอนยุคปัจจุบัน เมื่อการขุดเจาะอุโมงค์รถไฟใต้ดินดันไปปลดปล่อยสุสานโบราณที่ถูกฝังกลบไว้อย่างเป็นความลับมานานนับพันปี สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่แค่สมบัติหรือร่างไร้วิญญาณ แต่มันคือ “คำสาปที่มีชีวิต”ตัวเอกของเรื่องคือนักโบราณคดีสาวที่บังเอิญไปสัมผัสกับวัตถุต้องห้าม ทำให้เธอกลายเป็น “โฮสต์” หรือร่างสถิตให้กับวิญญาณอาฆาตของมัมมี่สาวผู้ถูกทรยศในอดีต เธอไม่ได้ต้องการแค่การแก้แค้น แต่มันคือการเปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นอาณาจักรแห่งความตายที่เต็มไปด้วยความสยองขวัญสั่นประสาท


ลี โครนิน เดอะ มัมมี่1

1. การกลับสู่รากเหง้าของ “ความสยอง” (Back to Horror)

ลี โครนิน ตัดสินใจโยนความตลกและฉากแอ็กชันสไตล์ Indiana Jones ทิ้งไป แล้วย้อนกลับไปหาต้นฉบับปี 1932 ที่เน้นความน่ากลัวเป็นหลัก มัมมี่ในเวอร์ชั่นนี้จะไม่มีการเสกพายุทรายหน้าคนขนาดยักษ์ แต่จะมาในรูปแบบของ “Body Horror” ที่ชวนคลื่นเหียน การเน่าเปื่อยของเนื้อหนัง และบรรยากาศที่กดดันจนหายใจไม่ทั่วท้อง

2. ลายเซ็นความโหดของ Lee Cronin

ถ้าคุณเคยเห็นความใจร้ายที่เขามีต่อตัวละครใน Evil Dead Rise มาแล้ว ในเรื่องนี้เขายังคงจัดเต็มเหมือนเดิม ความรุนแรงในเรื่องนี้มีความ “สด” และ “ดิบ” สูงมาก การนำเสนอคำสาปที่ค่อยๆ กัดกินมนุษย์จากภายในสู่ภายนอก ทำออกมาได้สมจริงจนน่าขนลุก

3. งานดีไซน์ “มัมมี่” ที่ดูแล้วนอนไม่หลับ

ลืมภาพผ้าพันแผลสีขาวสะอาดไปได้เลย มัมมี่ของโครนินคือซากศพที่ดูแห้งกรัง สมจริง และมีรายละเอียดของอาคมมนตร์ดำที่สลักอยู่บนผิวหนัง การใช้เมคอัพเอฟเฟกต์ผสมผสานกับ CGI ทำให้ตัวร้ายในภาคนี้ดูมีพลังและน่าเกรงขามมากกว่าเวอร์ชั่นไหนๆ

4. ฉากหลังที่เป็นเมืองใหญ่ (Urban Nightmare)

ความน่าสนใจคือการนำความโบราณมาใส่ไว้ในเมืองที่ทันสมัย ความตัดกันระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยกับไสยศาสตร์โบราณทำให้หนังดูมีความสดใหม่ การที่คำสาปแพร่กระจายไปในรถไฟฟ้าใต้ดินหรือตึกระฟ้า สร้างความรู้สึกหวาดระแวงว่า “ไม่มีที่ไหนปลอดภัย”


ลี โครนิน เดอะ มัมมี่1

Universal Pictures พยายามสร้างจักรวาลสัตว์ประหลาด (Dark Universe) มาหลายครั้งแต่ยังไม่เข้าเป้า จนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า การทำหนังฟอร์มยักษ์ให้มีความ “เฉพาะตัว” (Auteur-driven) คือทางออก การเลือก ลี โครนิน มาคุมบังเหียนจึงเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า พวกเขาต้องการล้างภาพลักษณ์เดิมๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหนังสยองขวัญเกรด A

สิ่งที่โครนินทำได้ดีเสมอคือ “ความสัมพันธ์ของตัวละครที่แตกสลาย” ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นการต่อสู้ระหว่างจิตใจของมนุษย์กับอำนาจมืด ซึ่งมันไม่ใช่แค่การวิ่งหนีผี แต่มันคือการดิ้นรนเพื่อรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้


Lee Cronin’s THE MUMMY คือหนังที่พิสูจน์ว่า “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ถ้าปรุงโดยบาร์เทนเดอร์ที่รู้ใจลูกค้า มันก็กลายเป็นเครื่องดื่มรสเลิศได้ นี่ไม่ใช่หนังสำหรับคนที่มองหาความบันเทิงเบาสมอง แต่มันคือหนังสำหรับคนที่อยากสัมผัสประสบการณ์ความตื่นเต้นแบบสุดตัว

ถ้าคุณชอบ: Evil Dead Rise, The Conjuring หรือ The Invisible Man (2020)

คุณจะ: หลงรักความดาร์กและความบ้าคลั่งของมัมมี่เวอร์ชั่นนี้อย่างแน่นอน!


คะแนนความน่าติดตาม: 9/10

ความสยอง: ⭐⭐⭐⭐⭐

บทภาพยนตร์: ⭐⭐⭐⭐

“เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่ง”