รีวิวเกมแฟนเมดสุดกาว! เมื่อ Star Fox ภาคใหม่ ต้องใส่เครดิตลิขสิทธิ์ยาวเหยียดจนเกือบทั้งวงการกลายเป็นกระแสไวรัลในหมู่เกมเมอร์สายเรโทรและแฟนคลับนินเทนโด เมื่อโปรเจกต์แฟนเกม (Fan Game) ของเจ้าสุนัขจิ้งจอกอวกาศอย่าง กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้มันเป็นตำนานไม่ใช่แค่กราฟิกที่สวยงามหรือเกมเพลย์ที่ถอดแบบมาจากภาคเครื่อง Super Famicom เท่านั้น แต่คือ “ความแสบ” ของผู้พัฒนาที่เล่นใหญ่ใส่รายชื่อลิขสิทธิ์ค่ายเกมเกือบทั้งวงการลงไปในท้ายเครดิต จนแฟนๆ แซวกันว่า “นี่มันเกมรวมญาติหรือสงครามลิขสิทธิ์กันแน่!”
- ผู้พัฒนา: กลุ่มนักพัฒนาแฟนเมดอิสระ (โปรเจกต์ไม่ได้แสวงหาผลกำไร)
- แรงบันดาลใจ: Star Fox ภาคดั้งเดิมบนเครื่อง SNES และ Star Fox 2
- แนวเกม: 3D Rail Shooter (ยานยิงมุมมองบุคคลที่สาม)
โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่หลงรักในเสน่ห์ของกราฟิกแบบ Low-poly หรือโพลิกอนยุค 90 ที่ดูเหลี่ยมๆ แต่มีคลาส โดยพวกเขาต้องการพิสูจน์ว่าระบบการเล่นแบบคลาสสิกยังคงความสนุกได้ในยุคปัจจุบัน
เนื้อเรื่องในแฟนเกมเวอร์ชันนี้ยังคงยึดจิตวิญญาณเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เมื่อ Andross วายร้ายสมองไหลจอมบงการได้เริ่มแผนการยึดครองระบบดาว Lylat อีกครั้ง ด้วยกองทัพจักรกลชีวภาพที่แข็งแกร่งกว่าเดิมผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Fox McCloud หัวหน้าทีม Star Fox ที่ต้องนำทีมอย่าง Falco Lombardi (นักบินสุดหยิ่ง), Peppy Hare (ที่ปรึกษาอาวุโสเจ้าของวลี Do a Barrel Roll!), และ Slippy Toad (ช่างเทคนิคจอมซุ่มซ่าม) ขับยาน Arwing พุ่งทะยานข้ามดวงดาวจาก Corneria ไปจนถึงฐานทัพลับเพื่อหยุดยั้งมหันตภัยครั้งนี้

1. รายชื่อลิขสิทธิ์ที่ยาวเป็นหางว่าว
สิ่งที่ทำให้เกมนี้กลายเป็น “มีม” ในชั่วข้ามคืน คือช่วงท้ายเกมหลังจากเราปราบ Andross ลงได้ แทนที่จะขึ้นชื่อทีมงานสั้นๆ ผู้พัฒนาดันใส่รายชื่อบริษัทเกมเกือบทุกค่ายที่เคยมีส่วนร่วม หรือมีการอ้างอิงถึงเทคโนโลยีในอดีต ตั้งแต่ Nintendo, Sega, Namco ไปจนถึงค่ายเล็กค่ายน้อย เพื่อเป็นการ “ประชดชัน” หรือ “ขอบคุณ” ในเชิงตลกร้ายต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มงวดของปู่นินเทนโด จนคนอ่านถึงกับต้องอุทานว่า “นี่พี่กะจะรวมทุกค่ายในโลกเลยใช่ไหม?”
2. กราฟิกสไตล์ “Retro-Modern”
แม้จะดูเหลี่ยมเหมือนเกมปี 1993 แต่เฟรมเรตนั้นไหลลื่นระดับ 60 FPS พร้อมเอฟเฟกต์ระเบิดและแสงสีที่ปรับปรุงใหม่ ทำให้การเล่นดูทันสมัยแต่ยังได้กลิ่นอายความคลาสสิกที่แฟนรุ่นเก่าโหยหา
3. ระบบการเล่นที่ “ยากแต่แฟร์”
ความน่าติดตามอยู่ที่การออกแบบด่านที่มีทางแยกย่อย (Multiple Paths) เหมือนภาคต้นฉบับ หากคุณบินผ่านจุดที่กำหนดได้สำเร็จ คุณจะได้เข้าสู่เส้นทางที่ยากขึ้นแต่ก็ได้คะแนนสูงขึ้น ท้าทายฝีมือการโยกคันบังคับและการทำ “Barrel Roll” เพื่อสะท้อนกระสุนศัตรู
แฟนเกมหลายคนให้ความเห็นว่า นี่คือสิ่งที่ Nintendo ควรทำมานานแล้ว คือการรักษาความเรียบง่ายแต่เล่นสนุก การที่ตัวเกมไม่มีระบบ Microtransaction หรือการเก็บเลเวลที่น่าเบื่อ แต่เน้นที่การฝึกฝนฝีมือเพียวๆ ทำให้มันกลายเป็นโปรเจกต์ที่ได้รับคำชมอย่างหนาหู
นอกจากการใส่ชื่อลิขสิทธิ์ค่ายเกมมาเยอะแล้ว เพลงประกอบยังมีการนำธีมหลักมาเรียบเรียงใหม่ในสไตล์ Orchestral ผสม 16-bit ที่ฟังแล้วชวนขนลุก โดยเฉพาะเวลาบินเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดวงดาวต่างๆ เสียงดนตรีจะเปลี่ยนอารมณ์ไปตามสถานการณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ
ประเด็นที่คนพูดถึงมากที่สุดคือการ “ล้อเลียน” ระบบลิขสิทธิ์ การที่แฟนเกมใส่ชื่อค่ายเกมมาเกือบทั้งวงการ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า “จินตนาการของแฟนคลับนั้นกว้างไกลเกินกว่าขอบเขตของกฎหมาย” แม้จะเป็นเรื่องตลก แต่ก็แฝงไปด้วยความขมขื่นของนักพัฒนาที่มักถูกค่ายใหญ่สั่งระงับโปรเจกต์อยู่เสมอ
หากคุณเป็นคนที่โตมากับเครื่อง SNES หรือ Nintendo 64 และกำลังมองหาความรู้สึกเก่าๆ ที่ได้รับการปัดฝุ่นใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม เวอร์ชันนี้คือสิ่งที่ต้องลองสักครั้ง นอกจากจะได้สนุกกับการไล่ยิงยานศัตรูแล้ว คุณยังจะได้นั่งขำกับเครดิตท้ายเกมที่ยาวจนเกือบจะจบยุคคอนโซลรุ่นปัจจุบันเลยทีเดียว!
ความน่าติดตาม: 9/10
เหมาะสำหรับ: เกมเมอร์วัยเก๋า, คนชอบงานอาร์ตแบบพิกเซล/โพลิกอน, และผู้ที่อยากเห็นว่า “ความกาว” ของแฟนเกมจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน!
