American Born Chinese (2023)

American Born Chinese

รีวิว American Born Chinese (2023): เมื่อตำนาน “ไซอิ๋ว” บุกอเมริกา ความมันส์ระดับเทพเจ้าในรั้วไฮสคูล!หากคุณกำลังมองหาซีรีส์ที่ผสมผสานระหว่าง ชีวิตวัยรุ่นวุ่นรัก เข้ากับ คิวบู๊ระดับตำนานเทพปกรณัมจีน ได้อย่างลงตัว “American Born Chinese” หรือชื่อไทย “สามัญชนสยบตำนานเทพ” คือผลงานที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องเด็กมัธยมธรรมดาๆ แต่เป็นการยกระดับตำนาน “ไซอิ๋ว” ให้มาโลดแล่นอยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างเหนือชั้น


ซีรีส์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายภาพ (Graphic Novel) ชื่อดังของ Gene Luen Yang โดยได้สตูดิโอยักษ์ใหญ่อย่าง Disney Branded Television และ 20th Television มารับหน้าที่ดูแลการผลิต ที่สำคัญคือได้ผู้กำกับฝีมือดีอย่าง Destin Daniel Cretton (จาก Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings) มาเป็นผู้อำนวยการสร้าง ทำให้มั่นใจได้เลยว่าฉากแอ็กชันและกลิ่นอายเอเชียในเรื่องนี้จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างประณีตและทรงพลัง


เรื่องราวโฟกัสไปที่ จิน หวัง (Jin Wang) เด็กหนุ่มลูกครึ่งอเมริกัน-จีน ที่กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะ “กลมกลืน” ไปกับเพื่อนๆ ในโรงเรียนไฮสคูล เขาอยากเข้าทีมฟุตบอล อยากจีบสาว และอยากสลัดภาพจำความเป็นเด็กเอเชียที่ดูแปลกแยกออกไป

แต่ชีวิตที่พยายามจะปกติของเขาก็ต้องพังทลายลง เมื่อเขาได้พบกับ เว่ยเฉิน (Wei-Chen) นักเรียนแลกเปลี่ยนคนใหม่ที่ดูประหลาดและพยายามตีสนิทกับเขาอย่างผิดปกติ ความจริงเปิดเผยว่า เว่ยเฉิน ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เขาคือลูกชายของ ซุนหงอคง (The Monkey King) ที่ขโมยคทาวิเศษลงมายังโลกมนุษย์เพื่อตามหา “คัมภีร์เล่มที่สี่” ที่จะช่วยหยุดยั้งการก่อกบฏในสวรรค์

จิน หวัง จึงถูกลากเข้าไปพัวพันกับสงครามระหว่างเทพเจ้าและปีศาจ โดยที่เขาต้องรับผิดชอบทั้งการสอบมัธยมและการกอบกู้โลกไปพร้อมๆ กัน!


American Born Chinese

1. การรวมตัวของนักแสดงระดับออสการ์

ความน่าติดตามพุ่งทะลุปรอทเพราะซีรีส์เรื่องนี้เป็นการกลับมาเจอกันของ Michelle Yeoh (มิเชล โหย่ว) ในบท เจ้าแม่กวนอิม และ Ke Huy Quan (คี ฮุย ควาน) ในบทนักแสดงตลกผู้ที่เคยมีอดีตที่ขมขื่น ซึ่งทั้งคู่เพิ่งจะกวาดรางวัลออสการ์จาก Everything Everywhere All at Once มาหมาดๆ ฝีมือการแสดงของพวกเขาช่วยยกระดับซีรีส์ให้ดูมีมิติและน่าเชื่อถือมากขึ้นอย่างมาก

2. งานภาพและคิวบู๊ที่กลิ่นอาย Marvel

ด้วยความที่ทีมสร้างมีประสบการณ์จากหนังซูเปอร์ฮีโร่ ฉากการต่อสู้ในเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การร่ายรำดาบแบบหนังจีนกำลังภายในโบราณ แต่มันมีความเท่ ความร่วมสมัย และการใช้ CG ที่สวยงามตระการตา โดยเฉพาะฉากการต่อสู้บนสวรรค์ที่ออกแบบมาได้อลังการสุดๆ

3. ปมปัญหา “Identity” ที่คนเอเชียอินสุดๆ

ซีรีส์ไม่ได้มีแค่ฉากสู้กัน แต่ยังสอดแทรกประเด็นการเป็นคนเอเชียในต่างแดน (ABC – American Born Chinese) การพยายามหาจุดยืนระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของครอบครัวกับวัฒนธรรมตะวันตกที่หล่อหลอมตัวเรา ประเด็นนี้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้งและทัชใจคนดูแน่นอน

4. การตีความ “ไซอิ๋ว” ในมุมมองใหม่

เราอาจจะเคยเห็นซุนหงอคงมาหลายเวอร์ชัน แต่ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นซุนหงอคงในบทบาท “คุณพ่อ” ที่ต้องจัดการลูกชายจอมดื้อ รวมถึงการนำตัวละครอย่าง เจ้าแม่กวนอิม มาอยู่ในชุดลำลองและรองเท้าผ้าใบ ซึ่งเป็นการตีความที่ดูสนุกและเข้าถึงง่ายมาก

5. สนุก อ่านเพลิน ดูได้ทั้งครอบครัว

โทนของซีรีส์มีความเป็น Coming-of-age ที่ดูง่าย มีความตลกแทรกอยู่ตลอด แต่ขณะเดียวกันก็มีช่วงเวลาที่บีบคั้นอารมณ์ เป็นซีรีส์ที่เหมาะมากสำหรับวันหยุดพักผ่อน


หนึ่งในเส้นเรื่องที่น่าสนใจที่สุดคือตัวละครของ คี ฮุย ควาน ที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ตัวละครเอเชียในซิทคอมอเมริกันสมัยก่อน ที่มักจะถูกทำเป็นตัวตลกหรือดูถูกเหยียดหยาม ซีรีส์ใช้จุดนี้มาวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างเฉียบคม ทำให้เราเห็นว่าความเจ็บปวดจากการถูกล้อเลียนในอดีตส่งผลต่อผู้คนอย่างไร

เบ็น หวัง (Ben Wang) ที่รับบท จิน และ จิมมี่ หลิว (Jimmy Liu) ที่รับบท เว่ยเฉิน มีเคมีเพื่อนรักที่ดูเป็นธรรมชาติมาก คนหนึ่งคือความจริงจังและวิตกกังวล อีกคนคือความสดใสและเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ การที่เห็นทั้งคู่ค่อยๆ เติบโตและยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น คือเสน่ห์หลักที่ทำให้เราอยากเอาใจช่วยจนจบซีซัน


คำตอบคือ: ต้องดู! ไม่ใช่แค่ซีรีส์แฟนตาซีทั่วไป แต่มันคือจดหมายรักถึงคนเชื้อสายเอเชียทั่วโลก และเป็นงานบันเทิงชั้นดีที่ผสมผสานแอ็กชัน ดราม่า และความตลกได้อย่างกลมกล่อม หากคุณชอบ Shang-Chi หรือหลงรักในตำนาน ไซอิ๋ว คุณจะตกหลุมรักเรื่องนี้ได้ไม่ยากเลย

รับชมได้แล้ววันนี้ทาง: Disney+ Hotstar (มีทั้งหมด 8 ตอน จบซีซันแบบจุใจ!)