The United States vs. Billie Holiday – บิลลี ฮอลิเดย์ เสียงเพลงสู้อเมริกา

บิลลี ฮอลิเดย์ เสียงเพลงสู้อเมริกา

ถ้าคุณกำลังมองหาภาพยนตร์แนวดราม่า-ชีวประวัติที่จะมาสะกดอารมณ์ ดึงคุณให้ดิ่งลึกไปกับเสียงเพลง และตอกย้ำความเจ็บปวดของประวัติศาสตร์ที่โลกไม่เคยลืม ต้องไม่พลาดกับ “The United States vs. Billie Holiday” (บิลลี ฮอลิเดย์ เสียงเพลงสู้อเมริกา) ภาพยนตร์น้ำดีปี 2021 ที่หยิบยกเรื่องราวเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเลดี้เดย์ (Lady Day) หรือ บิลลี ฮอลิเดย์ ตำนานนักร้องเพลงแจ๊สหญิงผิวสีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก มาร้อยเรียงได้อย่างเจ็บแสบและทรงพลัง เหมาะมากสำหรับคอหนังที่ชอบความเข้มข้น ดนตรีระดับพรีเมียม และปมการเมืองที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ก่อนจะไปเจาะลึกเนื้อหา เรามาทำความรู้จักกับทีมเบื้องหลังกันหน่อย ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย ลี แดเนียลส์ (Lee Daniels) ผู้กำกับผิวสีฝีมือฉกาจที่เคยฝากผลงานเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง Precious (2009) และซีรีส์สุดฮิตอย่าง Empire ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายทอดเรื่องราวที่กดดัน ดิบ และเข้าถึงอารมณ์มนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม

ในส่วนของบทภาพยนตร์ ได้รับการดัดแปลงมาจากบทหนึ่งในหนังสือสารคดีขายดี Chasing the Scream: The First and Last Days of the War on Drugs ของ โจแฮนน์ ฮารี (Johann Hari) โดยมีสตูดิโอหลักอย่าง Lee Daniels Entertainment, New Slate Ventures และ Roth/Kirschenbaum Films ร่วมกันสร้างสรรค์ ก่อนจะส่งต่อให้ทาง Hulu เป็นผู้จัดจำหน่ายหลัก

เรื่องราวไม่ได้โฟกัสไปที่จุดเริ่มต้นความสำเร็จในอาชีพของบิลลี ฮอลิเดย์ แต่พาย้อนกลับไปในยุค 1940s ช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังประกาศสงครามกับยาเสพติดอย่างบ้าคลั่ง ทว่าลึกลงไปแล้ว มันคือการใช้กฎหมายเพื่อกดขี่และเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบกลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (Federal Bureau of Narcotics) นำโดย แฮร์รี แอนสลิงเกอร์ ที่พยายามหาทางจับกุมเธอให้ได้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นห่วงสุขภาพของเธอจากอาการติดสารเสพติด แต่เป็นเพราะเธอปฏิเสธที่จะหยุดร้องเพลง “Strange Fruit” บทเพลงที่พรรณนาถึงภาพคนผิวดำถูกแขวนคอบนต้นไม้ในอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นเสมือนเพลงสรรเสริญการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของคนผิวสีในยุคนั้น

รัฐบาลมองว่าเพลงนี้กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งและสร้างความสั่นคลอน พวกเขาจึงส่ง จิมมี่ เฟลตเชอร์ (รับบทโดย เทรแวนตี โรดส์) เจ้าหน้าที่รัฐผิวสีให้แฝงตัวเข้าไปในชีวิตของบิลลี เพื่อหาหลักฐานเรื่องยาเสพติดมาเล่นงานเธอ ทว่ายิ่งจิมมี่ได้ใกล้ชิด ได้เห็นความเจ็บปวดลึกๆ และจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของเธอ เขากลับเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขากำลังรับใช้ความถูกต้อง หรือกำลังเป็นเครื่องมือทำลายฮีโร่ของคนผิวสีกันแน่?

1. “แอนดรา เดย์” กับการแสดงระดับขึ้นหิ้ง (ที่เกือบจะไม่ได้เล่น!)

รู้หรือไม่ว่าผู้กำกับ ลี แดเนียลส์ ลังเลในตอนแรกที่จะให้ แอนดรา เดย์ (ซึ่งตอนนั้นเป็นนักร้องอาชีพที่มีผลงานแสดงน้อยมาก) มารับบทนี้ แต่หลังจากที่เธอไปเทรนการแสดงและส่งคลิปสั้นๆ มาให้ดู เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่า “นี่ไม่ใช่การแสดง แต่เธอคือบิลลี ฮอลิเดย์ จริงๆ” แอนดราลงทุนลดน้ำหนักกว่า 39 ปอนด์ ฝึกสูบบุหรี่และดื่มเหล้าเพื่อให้เสียงมีความแหบเสน่ห์คล้ายบิลลี ผลลัพธ์คือเธอสามารถคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe) สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และเข้าชิงรางวัลออสการ์ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

2. “Strange Fruit” บทเพลงต้องห้ามที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์

หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณเข้าใจเลยว่า ทำไมเพลงๆ หนึ่งถึงมีอิทธิพลและน่ากลัวในสายตารัฐบาลได้ขนาดนั้น ทุกครั้งที่ฉากการร้องเพลงนี้ปรากฏขึ้น มันจะมาพร้อมกับบรรยากาศที่มาคุ กดดัน และทรงพลังจนขนลุก มันไม่ใช่แค่เพลงแจ๊สธรรมดา แต่มันคือการกรีดร้องเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

3. แฟชั่นยุค 1940s ที่สวยสะกดสายตา

แม้ว่าเนื้อหาจะหนักหน่วง แต่โปรดักชันดีไซน์และคอสตูมในเรื่องคือ “สวยตาแตก” ชุดราตรียาวประกายระยิบระยับ มงกุฎประดับผม และต่างหูไข่มุกที่บิลลีสวมใส่บนเวที ถูกเซ็ตอัพออกมาได้อย่างประณีตและหรูหรา ช่วยตัดสลับกับความหม่นหมองในชีวิตจริงของเธอได้อย่างน่าสนใจ

4. ตีแผ่ความจริงรสขมของ “สงครามยาเสพติด”

หนังทำให้เราเห็นภาพกว้างขึ้นว่า บาดแผลและการติดยาของบิลลี ส่วนหนึ่งมาจากบาดแผลในใจในอดีตและการถูกตามล่าโดยรัฐบาลอย่างไม่ลดละ รัฐเลือกที่จะ “ลงทัณฑ์” แทนที่จะ “เยียวยา” ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมอเมริกาที่ยังมีอยู่จริงจนถึงปัจจุบัน

บิลลี ฮอลิเดย์ เสียงเพลงสู้อเมริกา

The United States vs. Billie Holiday อาจไม่ใช่หนังชีวประวัตินักดนตรีแนวฟีลกู๊ดแบบที่คุณเคยดู แต่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ ดนตรีแจ๊สสดๆ ที่ร้องโดยแอนดรา เดย์ อย่างไพเราะ และประเด็นทางสังคมที่ชวนคิดต่อ เป็นหนังที่ดูสนุก อ่านง่ายในแง่ของเส้นเรื่องความรักและความทรยศ แต่ก็ทิ้งตะกอนความคิดชวนสะเทือนใจไว้หลังจากดูจบ ถ้าคุณรักดนตรีแจ๊ส และชอบหนังดรามาเชือดเฉือนอารมณ์… ปักหมุดเรื่องนี้ไว้ในลิสต์เรื่องต่อไปได้เลย!