และนี่ก็คือการคัมแบ็กกลับมาโลดแล่นบนจอใหญ่อีกครั้งในรอบ 10 ปีพอดีของจักรวาลหนังแฟนตาซี อย่าง มิดเดิ้ลเอิร์ธ ที่คัมแบ็กหนนี้อาจจะแปลกตาไปสักหน่อยเพราะกลายมาเป็นฉบับหนังแอนิเมชันใน The Lord of the Rings ศึกแห่งโรฮิริมซึ่งเป็นการตีแผ่อีกหนึ่งเรื่องราวตำนานที่ถูกเล่าขานกัน กับเกมพยายามชิงแค้นและศึกสงครามที่เกิดขึ้นบริเวณเฮล์มส์ ดีพเรื่องราวชะตากรรมของราชวงศ์แฮมเมอร์แลนด์กษัตริย์ในตำนานของโรฮันการโจมตีอย่างกะทันหันของวูลฟ์ลอร์ดแห่งดังเลนดิง ที่ฉลาดและเหี้ยมโหดที่ต้องการล้างแค้นให้กับการตายของพ่อของเขาบังคับให้เฮล์มและผู้คนของเขาต้องยืนหยัดอย่างกล้าหาญเป็นครั้งสุดท้ายในฐานที่มั่นณป้อมปราการฮอร์นเบิร์กเมื่อเฮล์มพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังมากขึ้นเรื่อยๆเฮราบุตรสาวของเขาจึงต้องรวบรวมความตั้งใจที่จะเป็นผู้นำในการต่อต้านศัตรูที่อันตรายถึงชีวิตซึ่งมีเจตนาทำลายล้างพวกเขาให้สิ้นซาก
ที่น่าสนใจมากๆก็คือหนังเรื่องนี้ได้คว้าตัวผู้กำกับชาวญี่ปุ่นแท้เคนจิคามิยามะมานั่งเก้าอี้ดูแลงานสร้างให้หนังฮอลลีวูดฟอร์มใหญ่แบบเต็มตัวเขาคนนี้ก็มีประสบการณ์ในงานอนิเมะมากว่า 30 ปีได้เมื่อมาจับงานสร้างใหญ่ระดับโลกเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับในฝีมือของเขาทีเดียวที่สามารถงัดประสบการณ์มาใช้ในการรังสรรค์ผลงานชิ้นนี้ออกมาได้ค่อนข้างเกรียงไกรไม่น้อย กลายเป็นการต่อเติมขยายโลกของจักรวาลแห่งนี้ได้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นในงานมุมมองงานสร้างใน ศึกแห่งโรฮิริม ต้องยกนิ้วให้กับวิสัยทัศน์ของผู้กำกับจริงๆตั้งแต่การเลือกทิศทางการใช้เทคนิคอนิเมะแบบสองมิติ ลายเส้นคล้ายๆกับฝั่งญี่ปุ่นมาเป็นสื่อตัวแทนในการร้อยเรียงหนังเรื่องนี้นับว่าเป็นสไตล์ดั้งเดิมที่ท้าทายไม่น้อยท่ามกลางการแข่งขันของหนังการ์ตูนสามมิติเยอะแยะเกลื่อนตลาดแต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ทำให้การ์ตูนลายเส้นแบบการ์ตูนตาหวานเรื่องนี้ก็ออกมาได้แข็งแรงกว่าที่คิดไม่น้อย
ลายเส้นและงานโปรดักชันค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียดด้วยดีแน่นอนว่านี่คือหนังที่เป็นการจับมือสร้างกันระหว่างโปรดักชันฝั่งญี่ปุ่นกับอเมริกาก็ทำให้ตัวหนังมีกลิ่นอายความผสมผสานระหว่างขั้ววัฒนธรรมค่อนข้างชัดเป็นหนังที่สปีกอิงลิชเล่าเรื่องไปบนรายละเอียดแบบสไตล์ การ์ตูนญี่ปุ่น ที่คุ้นเคยก็นับว่าเป็นการผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัวดีร่วมด้วยองค์ประกอบเสริมต่างๆที่น่าพอใจทั้งการใส่ซาวน์ที่หนักแน่นเพลงประกอบของสตีเฟนแกลลาเกอร์ก็เหมาะเจาะลงตัวดี

