เขากลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นครั้งทิ้งทวนสู่เส้นทางการเกษียณความดุดันแบบไร้ ซึ่งความปราณีกับภาคใหม่ The Equalizer 3 มัจจุราชไร้เงา 3 ที่ยังคงได้ทีมผู้สร้างและนักแสดงนำชุดเดิม มาวาดลวดลายความทริลเลอร์แบบเฉียบ ๆ นับว่าเป็นการผนึกกำลังกันเพื่อนำไปสู่ปลายทางที่งดงามของหนังชุดนี้กับฐานะหนังภาคหลักนั่นเอง มัจจุราชไร้เงา 3 เล่าเรื่องราวของโรเบิร์ตแมคคอลล์ต่อจากภาคก่อนๆ นับตั้งแต่ละทิ้งชีวิตในฐานะมือสังหารของรัฐบาลเขาก็ได้พบกับความยากลำบากในการที่จะประนีประนอมกับสิ่งเลวร้ายที่เขาเคยทำไปในอดีต
และค้นพบวิธีการอยู่กับมันด้วยการรับใช้ความยุติธรรมในฐานะผู้ถูกกดขี่ ก่อนที่เขามาอาศับอยู่ที่บ้านในอิตาลีตอนใต้ ที่ซึ่งเขาค้นพบเพื่อนใหม่ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาชญากรท้องถิ่นในขณะที่สถานการณ์รุนแรงขึ้น แมคคอลล์ รู้ว่าสิ่งที่เขาต้องทำก็คือ ต้องปกเพื่อนของเขาด้วยการจัดการมา เฟียแน่นอนว่ายังคงมีอวงตวนฟูควาผู้กำกับคู่บุญ The Equalizer 3 ที่ปลุกปั้นแฟรนไชส์นี้มาตั้งแต่ต้น ยังกลับมารับหน้าที่เดิมของ ตัวเองอีกครั้ง พร้อมกับการใส่ลีลาและท่วงท่าที่ค่อนข้างเป็นสไตล์ที่ต่างจากทั้ง 2 ภาคก่อนหน้านี้ไปนิดหน่อยด้วยการไล่เรียงจังหวะของหนังอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ไม่รีบร้อนใด ๆ คล้ายกับเป็นตัวแทนของความช้าลงของตัวละครหลักอย่างโรเบิร์ตแมคคอลล์ที่กลายเป็นมือสังหารที่วัยโรยราขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วกระมังเอาตามตรงภาคนี้อาจจะมีช่วงจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างเนิบนาบและเอื่อยเฉื่อยไม่เหมือนกับภาคก่อนหน้านี้ ถึงจะค่อนข้างช้า แต่หนังก็ยังคงซึ่งไว้เอกลักษณ์ของหนังชุดเอาไว้ได้ครบเครื่อง โดยเฉพาะท่วงท่าที่แสนคมคายที่หยอดใส่เข้าไปได้ดี กับลีลา ฉากแอคชั่น ต่าง ๆ ที่พอเหมาะพอเจาะกำลังดี และยังคงรักษาเส้นเรื่องและคาแรกเตอร์ความดุดันของ โรเบิร์ต แมคคอลล์ เอาไว้ได้อย่างชัดเจนบทหนังของ ริชาร์ด เว็งก์อาจจะไม่ได้หวือหวาอะไร
เพราะเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จแบบเดิม ๆ และโครงเรื่องก็แสนจะธรรมดา แม้ว่าจะพยายามทำให้มันคมคายแล้วก็ตาม แต่ในองค์ประกอบของตัวละคร โรเบิร์ต แมคคอลล์ ก็ยังทำได้ดีอยู่เหมือนกัน บทสร้างให้เขามีเนื้อมีหนัง มีอารมณ์ และความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพียงแต่เสียดายเล็กน้อยที่พล็อตรองและองค์ประกอบเสริมต่าง ๆ ของหนังยังคงค่อนข้างดูหละหลวม ที่จะสร้างอารมณ์กินใจได้ไปสักหน่อย
เดนเซล วอชิงตัน ก็คือถ่ายทอดตัวละครนี้ได้ออกมาในรูปแบบเขาและเสน่ห์ของเขา คืออาการพูดน้อยแต่ต่อยหนัก แม้ว่าในภาคนี้เขาน่าจะมีบทพูดที่เยอะกว่าทุกภาคแล้วด้วยซ้ำ อีกทั้งยังมีความใจและรอยยิ้มมากกว่าทุกเรื่องในแฟรนไชส์ด้วย การดีไซน์บทของเขายังคงเป็นมืออาชีพ และรับมือกับบทบาทนี้ได้เป็นอย่างดี แทบไม่มีอะไรที่ติดขัดเลยในขณะที่นักแสดงสมทบคนอื่น ๆ อย่าง ดาโกตา แฟนนิง ก็ถือว่าถ่ายทอดได้ดี เพียงแต่แอบเสียดายที่บทของเธอค่อนข้างจะไม่มีอะไรสับสน ใส่เข้ามาเหมือนจะมีนัยยะสำคัญบางอย่าง แต่ท้ายที่สุดหนังก็แค่หยิบเข้ามาเติมให้ดูเต็มและมีอะไรเพิ่มขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกับ “ยูจีนิโอ มัสตรันเดรีย”, เดวิด เดนแมน หรือ ไกอา สโคเดลสลาโร ก็มาเป็นแค่ตัวละครเสริมแบบผิวเผินไปนิด

