ถึงคิวของหนังแอคชันไซไฟผจญภัยฟอร์มใหญ่ที่กระแสเบาบางไปหน่อย อย่าง Atlas ล่าข้ามจักรวาลนับว่าเป็นอีกแนวหนังที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับอาชีพนักแสดงของคุณแม่เจโล ที่ได้ยินมาว่านี่คือหนังระดับทุนสร้างยิ่งใหญ่พอสมควร พร้อมกับขนกองทัพนักแสดงชั้นนำเอาไว้แน่น ๆ กับทีมผู้สร้างที่ไว้วางได้ แต่ปรากฏว่านี่คือหนังที่ทำให้เราขนลุกได้ดีตั้งแต่นาทีแรกที่เริ่มฉาย บทและพล็อตของหนังเรื่องนี้คือจุดอ่อนที่แทบจะเยียวยาไม่ได้เลย น่าจะค่อนข้างอ่อนมาตั้งแต่ขั้นตอนการวางคอนเซ็ปต์แล้ว น่าแปลกใจที่ผู้สร้างไม่ชวนเอะใจอะไรสักนิดเลยหรือ บทหนังของนักเขียนมือใหม่ “ลีโอ ซารดาเรียน” กับ “แอรอน อิไล โคเล็ตต์”
จากซีรีส์ The Spiderwick Chronicles ที่ค่อนข้างเบาโหวงกับขนาดหนังมหึมาที่ได้ทุนสร้างมากองโตขนาดนี้ เป็นจุดเชื่อมที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับหนังไดพล็อตกับไดอะล็อกเของหนังชวนประดิษฐ์พอ ๆ กับปัญญาประดิษฐ์ในหนัง ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่ไม่เป็นธรรมชาติเลยสักนิด หนังพยายามปูทางว่านางเอกเป็นคนที่ไม่ไววางใจพวกเอไอเลย แต่ปรากฏว่าแค่ฉากแค่ ๆ ก็ทำให้เรารู้สึกฉงนกับพฤติกรรมชีวิตประวันของตัวนางเอก ที่ดูยังไงเธอก็ยังคงคลุกคลีและสนิทกับระบบเอไอรอบ ๆ ตัวอยู่ดี ช่างเป็นความย้อนแย้งเล็กน้อยที่ทำให้รู้สึกงงงวยเหมือนกันขณะที่งานสร้างและโปรดักชันต่าง ๆ ของ Atlas ล่าข้ามจักรวาล เรื่องนี้ ถือว่าทำออกมาได้พอใจ
ถึงจะยังไม่ใช่เนื้อหาไซไฟที่พิถีพิถันชวนตระการตาอะไรนักก็ตาม โทนของหนังคล้ายกับงานสร้างซีจและเทคนิคแบบเดียวกับงานออกแบบสร้างวิดีโอเกม บ้างก็ชวนดูขึงขัง บ้างก็ออกมาแข็งกระด้าง เป็นงานสร้างที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกประหลาดใจและแปลกใหม่อะไร เป็นจุดที่พอจะเป็นเซฟโซนให้กับ หนัง เรื่องนี้การเล่าเรื่องในล่าข้ามจักรวาล แทบจะไม่มีอะไรเลย เดาทิศทางเนื้อเรื่องได้ไม่ยากเย็นนัก แต่หนังเองก็ไม่ได้ใส่เต็มกับความเป็นแอคชันไซไฟในแบบที่ควรจะเป็น เพราะในท้ายที่สุดนี่ก็เป็นเพียงหนังปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอไอเรื่องหนึ่งก็เท่านั้น
เพราะโครงสร้างแทบไม่มีอะไรต่างไปกับจากบรรดา หนังโรแมนติก ทั่วไป แต่ได้ถูกนำมาใส่เอาไว้ด้วยฉากหลังความล้ำเลิศทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ในส่วนของพาร์ทการแสดง นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งงานที่แปลกใหม่ของ “เจนนิเฟอร์ โลเปซ” ที่ปกติเธอมักจะโดดเด่นกับหนังตลกและหนังรัก เคยเล่นหนังบู๊มาบ้าง แต่สำหรับหนังบู๊ไซไฟถือว่าเป็นอะไรที่ใหม่กับเธอ แม่เจโลก็ยังรับมือกับบทบาทของตัวเองเธอได้ดี ด้วยการใส่ลีลาการแสดงแนวถนัดของเธอเข้าไปด้วย จึงทำให้หนังที่เต็มไปด้วยพล็อตเห่ย ๆ ยังพอมีอะไรให้กระชุ่มกระชวยจากแอคติ้งของแม่ได้บ้าง
แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่แม่เจโลพยายามประคับประคองมาตลอดทั้งเรื่อย ต้องมาพังทลายลงเพราะแนวทางการออกแบบการแสดงที่ชวนในขนลุก เป็นอาการขนลุกในทิศทางที่ชวนขวัญเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะนักแสดงสมทบคนอื่น ๆ ที่หนังคว้าตัวมานั้น ต่างนำพวกเขามาย่ำยีไม่เป็นชิ้นนี้ โดยเฉพาะ “ซือมู่ หลิว” ที่น่าจะเป็นหนึ่งในบทบาทการแสดงที่ค่อนข้างแย่ที่สุดในอาชีพของเขาเลยก็ว่าได้
การสวมวิญญาณเป็นเอไอของเขา ทำออกมาได้ชวนขนลุกและกระอักกระอ่วนทางความรู้สึกไปตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งการเปลี่ยนสีแววตาที่ไม่เป็นธรรมชาติแบบนั้น ยิ่งทำให้การแสดงของเขาออกมาในลักษณะแข็งทื่อ เช่นเดียวกับ “สเตอร์ลิง เค. บราวน์” นักแสดงที่เพิ่งจะเข้าชิงออสการ์มาหมาด ๆ แต่หนังเรื่องนี้เอาเขามาละเลงแบบเสียของ จะมีแค่ “เกร็กกอรี่ เจมส์ โคแฮน” ที่เป็นเงาเสียงของเอไอที่ชื่อ สมิธ เป็นสิ่งที่ช่วยมาเบรกอารมณ์ทางการแสดงได้อยู่บ้าง
ดังนั้นโดยภาพรวมแล้วนั้น Atlas ล่าข้ามจักรวาล เป็นหนังแอคชันไซไฟที่มีผลลัพธ์ค่อนข้างน่าผิดหวัง โครงสร้างของบทหนังค่อนข้างอ่อน ไม่ต่างกับหนังไซไฟเห่ย ๆ ที่มักจะสร้างออกมาเมื่อ 20 ปีก่อน ทำให้ตัวหนังไม่มีอะไรที่แปลกใหม่เลย งานสร้างและโปรดักชันก็ไม่ต่างกับเป็นการถลุงทุนสร้างไปเฉย ๆ แล้วยังมาพร้อมการแสดงที่ชวนขนลุกขนพอง ถึงแม้ว่าแม่เจโลจะพยายามยืนหยัดเพียงลำพังที่กอบกู้สถานการณ์นี้ แต่ก็ทำได้ยังไม่สำเร็จ

