รีวิวหนัง โศกาภิวัฒน์ ไม่ได้เพอร์เฟคใด ๆ แต่จัดว่า Underrated ของไทยอีกเรื่องในปีนี้

โศกาภิวัฒน์
โศกาภิวัฒน์

ถึงคิว หนังไทย ฟอร์มไม่ใหญ่ ที่อยู่ ๆ ก็แทรกตัวเข้ามาเป็นกระแสได้เบา ๆ จากฝีมือการสร้างเองและขายเองของแบรนด์ เวลธ์ธัญญ์ เอ็มไพร์ ออกมาเป็นหนังดรามาเขย่าขวัญลึกลับที่น่าค้นหาใน โศกาภิวัฒน์ ที่เป็นการชูโรงด้วยการหวนคืนจอใหญ่ของดาราตัวแม่ตัวมัม กับหนุ่ม ๆ ดาราดาวรุ่งใหม่เอี่ยมอ่องชุดใหญ่ มาพร้อมกับประเด็นดรามาลอยโชยกับแฮชแท็ก #แบนโศกาภิวัฒน์ ในโลกโซเชียลก่อนหน้านี้ ที่ช่วยกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดีณ คฤหาสน์หรูกลางป่าลึก ที่ไร้การติดต่อจากโลกภายนอก พี่น้องทั้ง 8 คน ถูกเลี้ยงดูภายใต้กฎเหล็ก

ที่มาพร้อมบทลงโทษที่สุดเหี้ยมโหดเกินขีดมนุษย์จะรับไหวของ คุณหญิงโศกาภิวัฒน์ ผู้เป็นแม่ อิสรภาพ..เป็นสิ่งที่พวกเขาโหยหาสุดหัวใจ โดยไม่รู้เลยว่าเส้นทางที่เลือกนั้น จะนำพาเอาความโหดร้ายและสยดสยองมาให้ยิ่งกว่าการถูกปลดปล่อย เมื่อจุดเริ่มต้นของฝันร้ายได้เริ่มขึ้น พวกเขาจะเอาชีวิตรอดจากความลับอันน่าสะพรึงภายในบ้านโศกาภิวัฒน์นี้อย่างไร?หนังเรื่องนี้เป็นฝีมือการสร้างของ “แบงค์-ณัฐชัย จิระอานนท์” ที่ก่อนหน้านี้เคยแจ้งเกิดจากหนังไทยสยองสุดระทึก อย่าง Net I Die #สวยตายล่ะมึง! ที่หนนี้เขาก็มารับหน้าที่ทั้งกำกับเอง และเขียนบทหนังเอง โดยยืนยันว่าเป็นการดัดแปลงสร้างมาจากต้นฉบับนิยายชื่อดังในโลกออนไลน์ ที่เป็นการซื้อลิขสิทธิ์มาละเลงปั้นเรื่องความลึกลับสยองขวัญครั้งนี้อย่างถูกต้อง แม้ว่าจะไม่ได้อิงไปตามทิศทางของงานเขียนต้นฉบับสักเท่าไหร่ก็ตาม

เชื่อว่าแค่ดูจากภาพลักษณ์และหน้า หนัง ของโศกาภิวัฒน์ ก็ไม่น่าจะเป็นหนังที่มีแรงจูงใจเรียกผู้ชมได้อย่างเต็มที่ แต่ปรากฏว่าเมื่อได้ลองสัมผัสดูเนื้อหาภายในของหนังเรื่องนี้แล้วนั้น กลับกลายเป็นว่ามีผลลัพธ์ออกมาที่ค่อนข้างเกินกว่าที่คิดเอาไว้พอสมควรทีเดียว มาว่ากันทีละประเด็น แน่นอนว่าในองค์ประกอบงานสร้างต่าง ๆ อาจจะยังไม่ได้วิจิตราและงดงามตราตรึงอะไร เพราะเนื้องานก็เป็นไปตามทุนสร้างเท่าที่หนังได้มานั่นเองแต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโปรดักชันดีไซน์ของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างพิถีพิถันอย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะความพยายามละรายละเอียดความเป็นกอธิคในหนังไทย ที่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เท่าไหร่ ถึงมันจะไม่ได้มาพร้อมกับโทนที่มืดหม่นมากนัก

แต่ก็ร้อยเรียงพาดีไซน์ของเสื้อผ้าตัวละครต่างๆ อย่างชัดเจน การจัดไฟจัดแสงอาจจะไม่ได้ละมุนเข้ากับบรรยากาศได้ดีนัก แต่หลายซีน ๆ ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างบียอนด์กว่าที่คาดหวังเอาไว้หนังอาจจะยังติดปัญหาอยู่เล็กน้อย เกี่ยวกับงานตัดต่อและลำดับภาพที่ไม่เฉียบคมมากนัก ยังเต็มไปด้วยรอยต่อ และสร้างจังหวะของหนังได้ยังไม่เรียบเนียนเท่าไหร่ ขณะที่จำพวกการลำเลียงซีเควนท์หลาย ๆ อย่างในหนัง ก็อาจจะยังดูไม่ค่อยเสร็จสมบูรณ์มากนัก ถึงจะเป็นหนังมีซาวน์ดนตรีประกอบที่ค่อนข้างโดดเด่น แต่การหยิบมาใช้เรียบเรียงและบิวต์จังหวะอารมณ์ยังนำมาใช้ได้อย่างเก้ง ๆ กัง ๆ ไปหน่อยในหลายมุมมอง

ทางด้านบทหนังที่ผู้กำกับรังสรรคเองมากับมือ เอาจริงๆ ก็ยังไม่ใช่บทหนังที่สมบูรณ์แบบอะไร แต่กลับต้องยกนิ้วให้กับพล็อตและไอเดียของหนังที่สาธยายออกมาได้ค่อนข้างสดใหม่กับวงการหนังไทย เน้นย้ำว่า วงการหนังไทย ถึงมันจะเป็นพล็อตที่อาจจะเห็นได้เรื่อยๆ จากหนังชาติอื่น แต่การที่ผู้สร้างเลือกจะเล่าเรื่องด้วยทิศทางนี้และกลวิธีนี้ กลายเป็นเสน่ห์แพรวพราวที่ค่อนข้างน่าสนใจเมื่อออกมาเป็นคอนเทนท์หนังไทยเรื่องหนึ่งแน่นอนว่าจังหวะการเล่าเรื่องของโศกาภิวัฒน์ อาจจะยังมีจุดที่ติดขัดอยู่เรื่อยๆ ตลอดทั้งเรื่อง ไม่เป็นหนังที่ยังเล่าเรื่องติดๆ ดับๆ อยู่ประมาณหนึ่ง แต่กระนั้นโดยภาพรวมถือว่ายังสามารถจัดการและควบคุมพื้นที่ของตัวเองได้อย่างพอใจ ครบถ้วนในทุกๆ องค์ประกอบที่อยากจะเล่าเรื่องถ่ายทอดให้กับผู้ชม ถึงจะชวนสับสนนิดหน่อย แต่เมื่อประมวลผลออกมาในท้ายที่สุด

ก็ยังจัดได้ว่าไม่ได้ขี้เหร่อะไรเลยและโศกาภิวัฒน์ก็ยังไปได้ค่อนข้างแจ่มในพาร์ทการแสดง ต้องปรบมือให้ดัง ๆ กับการหวนคืนจอเงินของตัวมัม “คลาวเดีย จักรพันธุ์” ที่มอบการแสดงในระดับที่มืออาชีพเขาทำกัน เป็นเพชรเม็ดงามที่เจิดจรัสและเปล่งประกายในหนังเรื่องนี้ ถึงแม้ว่ามันจะล้น ๆ เกิน ๆ กับโอเวอร์แอคติ้งไปนิดหน่อยก็ตาม แต่อินเนอร์และพลังของเธอเป็นส่วนที่แข็งแกร่ง ช่วยขับเคลื่อนหนังเรื่องนี้ไปได้อย่างหนักแน่น ชนิดที่ว่า..ทำการแสดงให้เด็กมันดู