รีวิวหนัง “The Conjuring: Last Rites คนเรียกผี พิธีกรรมครั้งสุดท้าย” จบจือตำนานผีสิงด้วยฟีล..อบอุ่น

The Conjuring: Last Rites
The Conjuring: Last Rites

หลังจากที่กระตุ้นและปลุกเร้าความอาถรรพ์ขึ้นมาให้เรืองรองในวงการหนังมาเป็นทศวรรษ บัดนี้ก็ถึงแก่เวลาที่จะปิดตำนานให้จบจื่อกับ The Conjuring: Last Rites คนเรียกผี พิธีกรรมครั้งสุดท้าย หนังภาคหลังแห่งจักรวาลคนเรียกผี นี่คือภาคที่ 4 ของเฟรนไชส์หนังเรื่องนี้ ที่บัญญัติเอาไว้ว่าเป็นบทสรุปสุดท้ายและปิดตัวคาแรกเตอร์คู่ผัวเมียนักปราบผีระดับขึ้นหิ้งของอเมริกา ที่ยังคงระดมทีมงานระดับปัง ๆ มาละเลงฝีมือส่งท้ายปมไล่ผีปีศาจ แม้ว่าหนนี้จะเป็นปลายทางที่ค่อนข้างซอฟต์และละมุนท่ามกลางความกลัว

นักสืบสวนเรื่อง The Conjuring: Last Rites คนเรียกผี พิธีกรรมครั้งสุดท้าย เหนือธรรมชาติเอ็ดกับลอเรน วอร์เรน กำลังใช้ชีวิตเรียบง่ายในช่วงเริ่มต้นแห่งเกษียณจากหน้าที่ที่พวกเขาบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้คนมาหลายทศวรรษ กระทั่งเหตุปริศนาที่อธิบายไม่ได้ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตระกูสเมิร์ล ที่กลายเป็นประเด็นผีเฮี้ยนที่ตีข่าวไปทั่วประเทศ ได้ดึงดูดนำพาให้บุคคลรอบตัวพวกเขาได้เข้ามาพัวพันด้วย ทำให้ เอ็ด กับ ลอรอน ไม่อาจจะเลี่ยงที่หวนกลับมาลงสนามเรียกผีเฉพาะกิจอีกครั้ง และต้องเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายที่กระตุ้นจิตใต้สำนึกในอดีตของพวกเขาอีกหน

“ไมเคิล ชาเวส” ผู้กำกับลูกรักประจำจักรวาลแห่งนี้ยังคงได้รับความไว้วางใจให้กลับมาสานต่อความหลอนอีกครั้ง จากบท หนัง ที่ยังคงได้ “เดวิด เลสลี จอห์นสัน-แม็คโกลดริกกับเอียน โกล์ดเบิร์กมาช่วยกันปั้นเรื่องให้ ที่อาจจะต้องเรียนแจ้งอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเหมือนการม้วนเสื่อสู่บทสรุปที่เซอร์วิสแฟน ๆ ได้อย่างเหมาะเจาะ ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังภาคที่ยังค่อนเต็มไปด้วยบาดแผลฟกช้ำอยู่ไม่น้อย และความกลมกล่อมที่พึงมีก็ยังมาในส่วนผสมที่ค่อนข้างขาด ๆ เกิน ๆ ไปอีกหน่อย

ในแง่ของพล็อตเรื่องและการเล่าเรื่องในหนังภาคนี้ถือว่าค่อนข้างเป็นคนเรียกผีที่ค่อนข้างเพลย์เซฟตัวเองเสียเยอะ เพราะเอาเข้าจริง ๆ ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงนิดๆ ของหนังภาคนี้เกือบจะไม่ตรึงใจคนดูได้ดีเทียบเท่ากับภาคก่อน ๆ เท่ไหร่ แม้ว่าองค์ประกอบพื้นฐานของหนังคนเรียกผียังถูกใส่เข้ามาได้ครบอยู่ แต่อาจจะยังไม่จุใจเท่าไหร่ กลายเป็นว่าหนังเลือกเน้นการเซอร์วิสแฟนหนังด้วยรายละเอียดพล็อตเรื่องแบบ 2 ทางพร้อม ๆ กัน และในท้ายที่สุด มีเพียงพล็อตเดียวเท่านั้นที่โดดเด่นกว่าอีกพล็อต โดยที่ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว พล็อตทั้ง 2 ทิศทางนั้นก็ค่อนข้างสมเหตุสมผลดี เพียงแต่ว่าเหมือนพยายามนำเอาพล็อตมาประกอบรวมร่างกันในหนังเรื่องนี้ ยังออกมาเป็นภาพรวมที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไปสักหน่อย เพราะตัวหนังหมดเวลาในชั่วโมงแรกไปกับการปูเรื่องใหม่ที่แอบทำให้สงสัยว่านี่ใช่หนังผีที่ตั๋วเข้ามาดูหรือไม่ ก่อนที่ในช่วงชั่วโมงหลังจะเข้าสู่เส้นทางที่ปราบผีจริงจังแบบที่คุ้นเคย แม้ว่าจริง ๆ ไฮไลต์ที๋โดดเด่นและสำคัญที่เป็นคีย์หลักของหนังเรื่องนี้จะอยู่ในสัดส่วนแค่เพียง 10 นาทีสุดท้ายของหนังเท่านั้นก็ตาม แต่เมื่อมองในภาพรวมก็ถือว่า The Conjuring เรื่องนี้ก็ยังจบจืออย่างงดงาม แม้จะกระท่อนกระแท่นไปสักหน่อยเท่านั้น

งานสร้างและโปรดักชันต่าง ๆ ก็ยังเป็นการบิ้วท์สร้างออกมาได้เป็นมืออาชีพเช่นเคย การสร้างโทนบรรยากาศและเก็บรายละเอียดในการกระตุ้นความกลัวในหนังได้เป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกสร้างความหลอนตื่นตาได้แบบหนังภาคแรก แม้ว่าหนังจะย่างเข้าสู่ภาคที่ 4 แล้วก็ตาม จึงอาจจะทำให้สัมผัสได้ว่าโทนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่หวือหวานัก แต่ต้องยอมรับว่าวิธีการรังสรรค์ความหลอนและชวนสะดุ้งได้เรื่อย ๆ ก็เป็นจังหวะที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าพึงพอใจอยู่ตามมาตรฐานของหนังชุดนี้

“เวรา ฟาร์มิก้า” กับ “แพทริค วิลสัน” ยังกลับมารับหน้าที่ผู้นำคนเรียกผีของพวกเขาอย่างคมคายอีกครั้ง เพราะเขาทั้งคู่ก็ถือว่าเป็นหน้าตาและเอกลักษณ์ของจักรวาลแห่งนี้ไปโดยปริยายแล้ว นี่จึงเป็นผลงานมาสเตอร์พีชในอาชีพของเขาไปโดยปริยายแล้ว พวกเขายังถ่ายทอดบทบาทที่แสนช่ำชองนี้ออกมาได้อย่างเปี่ยมล้นและความน่าเชื่อถือ ที่คนดูยังเชื่อหมดใจแบบที่ไม่ต้องคิดอะไร มีเพียงแค่ร่องรอยประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นของพวกเขาที่ปรากฏเด่นชัดในหนังเรื่องนี้ ทั้งสองก็ยังรังสรรค์ผลงานออกมาได้น่าประทับใจ