รีวิว Turning Red เขินแรงแดงเป็นแพนด้า เอเชียนสูตรสำเร็จ..ที่เราต๊าช

Turning Red
Turning Red

ท่ามประเด็นสังคมที่เราเห็นข่าวที่ชาวโลกตะวันตกมักจะเหยียดและดูแคลนชาวเอเชียต่างๆ นานา กลายมาเป็นแคมเปญที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง #StopAsianHate มาแล้ว ปรากฏว่าผลงานหนัง แอนิเมชั่น เรื่องใหม่จาก พิกซาร์ สตูดิโอ กลับเชิดชูและดึงเอาเสน่ห์ของความเป็นคนเอเชียรุ่นใหม่ใส่เอาไว้แบบสุดต๊า ใน Turning Red เขินแรงแดงเป็นแพนด้าหนังที่มาพร้อมกับพล็อตแฟนตาซีสูตรสำเร็จทั่วไป แต่กลับมีวิธีการเล่าเรื่องและนำเสนอออกมาได้น่าหลงใหลอย่างประทับใจ

Turning Red เขินแรงแดงเป็นแพนด้า ว่าด้วยเรื่องราวของ เม่ยลี่ เด็กหญิงวัย 13 ปี ที่กำลังก้าวข้ามไปสู่วัยรุ่นเต็มตัว แต่ปรากฏว่าเธอได้ต้องคำสาปอันแปลกประหลาด แปลงร่างกลายเป็นหมีแพนด้าได้ ทุกครั้งเมื่อเธอรู้สึกตื่นเต้นและกระวนกระวายใจ เธอจึงต้องหาวิธีแก้ไขคำสาปที่ไม่อยากได้ในครั้งนี้ และเมื่อล่วงรู้ว่านี่คือคำสาปโบราณที่ตระกูลของเธอสืบทอดกันมาอย่างยาวนานนี่เป็นผลงานการกำกับหนังใหญ่เรื่องแรกของ “โดมี ชี” นักแอนิเมเตอร์มือดีจากพิกซาร์ ที่เคยเดบิวต์ได้อย่างน่าประทับใจจากหนังการ์ตูนสั้น อย่าง “Bao” เมื่อกลายปีก่อน และชิ้นงานนั่นเองก็เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์หนังยาวเรื่องนี้ออกมานั่นเอง

และเธอก็เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการจัดสรรโครงเรื่องในหนังดังๆ อย่าง Toy Story 4 หรือ The Good Dinosaur ที่เป็นจุดเด่นที่ทำให้เธอผูกเรื่องได้อย่างแข็งแกร่งด้วยเป็นหนังที่มีโครงเรื่องสไตล์ coming of age ของกลุ่มเด็กสาวที่กำลังเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น พวกเธอมีประเด็นที่สามารถพูดคุยกันได้ไม่รู้จักเบื่อภายในกลุ่มก้อนของตัวเองโดยเฉพาะเรื่องหนุ่มๆที่มักจะเป็นเรื่องซุบซิบตามประสาวัยฮอร์โมนพุ่งพล่านหรือจะเป็นเรื่องติ่ง กลุ่มศิลปินบอยแบนด์ ที่นับว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเด็กสาวในช่วงวัยนี้แห่งยุคมิลเลนเนียม (2000s) และหนังก็สามารถนำทุกๆ อย่างมาปรุงแต่งออกมาได้มีอรรถรสที่ลงตัว

เมื่อหนังมีโครงเรื่องและสตอรี่ที่ค่อนข้างแข็งแรงแล้ว ตามเสน่ห์ของหนังพิกซาร์ที่มักจะเน้นความสำคัญในเรื่องนี้เป็นหลัก จึงทำให้องค์ประกอบอื่นๆ ก็มาเสริมความสนุก ให้กับหนังได้ไปตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะเอกลักษณ์ในตัวละครต่างๆ ทุกตัวในหนังเรื่องนี้ ที่มีการออกแบบมาได้มีกลิ่นความเป็นเอเชียได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ เพราะเป็นการกลั่นกรองไอเดียมาจากคนเอเชียเป็นหลัก จึงทำให้มิติตัวละครต่างๆ ทำออกมาได้เข้าถึงวัฒธรรมได้ดีกว่า

แน่นอนว่าในเมื่อหนังเดินหมากทางนี้แล้ว ไฮไลต์ประเด็นความสัมพันธ์และสายใยครอบครัว ก็ยังคงเป็นเส้นเรื่อง ที่ยืนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ และก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน่าพอใจและใช้ได้เลยทีเดียว แม้ว่าจะออกไปในทางสูตรสำเร็จ กับเรื่องราวเห็นต่างระหว่างแม่กับลูก เราอาจจะได้กลิ่นอายความเป็น Freaky Friday เบาๆ จากในหนังเรื่องนี้ แต่ก็นับว่าเป็นสูตรสำเร็จที่ยังคงเวิร์กที่จะนำมาใช้ได้อยู่โปรดักชั่นดีไซน์ของหนังเรื่องนี้สัมผัสได้ถึงสีสันที่ฉูดฉาด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีงาน แอนิเนมชั่น อะไรที่โดดเด่นมากนัก แต่การลงรายละเอียดต่างๆ

ในหนังเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดี โดยเฉพาะงานออกแบบในเมนูอาหารจานต่างๆ เรียกได้ว่าพิถีพิถันมากๆ สร้างสรรค์ออกมาได้น่าทานเหมือนกับอาหารจานโปรดที่น่าลิ้มลองจริงๆ และการใช้โทนสีของ หนัง ก็ถือว่าทำได้ดี สื่อสารออกมาถึงผู้ชมได้อย่างหอมปากหอมคออีกหนึ่งจุดที่เป็นเสน่ห์ของก็น่าจะเป็นวัฒนธรรมความป็อปในหนัง เพราะหนังเรื่องนี้มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงในต้นๆ ยุคปี 2000s ที่ตอนนั้นเพลงป็อปแดนซ์สนุกสนานยังครองตลาด และหนังก็หยิบเอากลิ่นอายนี้มาใช้ได้อย่างดี รวมทั้งใส่รายละเอียดที่น่าสนใจในยุคนั้นเข้ามาสอดแทรกได้อย่างลงตัว ทำให้ชวนคิดถึงยุคที่โลกยังไม่ได้รู้จักกันโทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลายเท่าวันนี้