รีวิวหนัง The Apprentice กว่าจะเป็นลุง คัมภีร์วิถีทรัมป์ ที่คนรักลุงและเกลียดลุงควรดู

The Apprentice
The Apprentice

เรียกว่ามาได้ถูกจังหวะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ และมาถูกจังหวะที่โดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจและมหาเศรษฐีคนดัง ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 เป็นสมัยที่ 2 แบบเป๊ะ ๆ สำหรับหนังชีวประวัติเรื่องแรกของลุงทรัมป์ The Apprentice ที่เอาชื่อรายการเรียลลิตีโชว์ที่ลุงเคยทำเมื่อก่อนโน้นมาใช้ ซึ่งเป็นผลงานการกำกับโดย อาลี อับบาซี ผู้กำกับชาวอิหร่านเชื้อสายเดนมาร์กที่เคยสร้างความฮือฮาจากผลงาน หนัง ทริลเลอร์ฆาตกรรมโสเภณีอิหร่านสุดอื้อฉาว โดยได้ แกเบรียล เชอร์แมน นักข่าวและนักเขียนผู้เกาะติดศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์สมัยแรกในปี 2016 มารับหน้าที่เขียนบท

The Apprentice กว่าจะเป็นลุง เล่าเรื่องราวช่วงวัยหนุ่มของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงปี 1973 ที่ยังคงทำงานอยู่ภายใต้ร่มเงาของเฟรดทรัมป์จูเนียร์พ่อผู้ประสบความสำเร็จจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่กำลังเผชิญกับคดีฟ้องร้องรอย โคห์น ทนายความตัวแสบผู้อื้อฉาวจึงได้เข้ามาช่วยจัดการ และกลายเป็นกุนซือผู้ปลูกฝังแนวคิดอนุรักษ์นิยม และความทะเยอทะยานสู่ความสำเร็จไม่ว่าจะต้องใช้วิธีสกปรกแค่ไหนก็ตามรวมทั้งความสัมพันธ์ของเขากับอิวานาทรัมป์จนทำให้นักธุรกิจหนุ่มสามารถสร้างอาณาจักร และกลายมาเป็น ‘ลุง’ ที่สามารถเขย่าสหรัฐอเมริกาให้สั่นสะเทือนมาได้จนถึงทุกวันนี้

ถ้าไม่เป็นการคิดไปเองผู้เขียนคิดว่าการมาของหนังเรื่องนี้คงก่อให้เกิดคำถามขึ้นในใจของหลายๆ คนที่อาจส่งผลต่อการเลือก ดูหรือผ่านหนังเรื่องนี้ก็คือการมาของหนังเรื่องนี้อย่างประจวบเหมาะพอดีกับช่วงหาเสียงเลือกตั้งคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไร (อย่างน้อยก็คงมีวางแผนไว้หลวมๆ ว่าจะปล่อยช่วงนี้แหละ) คำถามก็คือ หนังเรื่องนี้มันจะออกมาเป็นหนัง Conservative โปรทรัมป์ชนิดที่เรียกว่าอวยกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่ว่าจะหวังผลเพื่อสร้างตัวตนอีกด้านให้ทรัมป์ จากมาดนักการเมืองหรือนักธุรกิจจอมสุดโต่ง ให้ดูมีความเป็น Public figure ดูเป็นมนุษย์มนาที่จับต้องได้มากขึ้น หรือแม้แต่ทำหน้าที่เป็น ‘ป้ายหาเสียง’ ช่วยระดมคะแนนจากชาวอนุรักษ์นิยมให้มาเลือกโหวตทรัมป์ หรืออะไรก็ตามแต่

หรือหนังเรื่องนี้มันจะเป็นแหล่งบรรจุความเสรีนิยม (เดโมแครตจ๋า ๆ) ที่นอกจากจะไม่โปรทรัมป์ แต่ยังพยายามจะแฉสันดานและที่มาของพัฒนาการทั้งในแง่พฤติกรรมและแนวคิดความสุดโต่ง ขวาจัดแบบหวิดตกขอบ แถมยังเป็นนักบิด (แบบว่าบิดหมด ไม่สลดมีบิดอีก) ของลุงทรัมป์ให้เห็น ตั้งแต่การเป็นไอ้หนุ่มใส่สูทเดินเก็บค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ เด็กชนิดที่คอยังแข็งไม่พอจะจิบสุราด้วยซ้ำ สู่การเป็นนักธุรกิจและคนดังบนหน้าสื่อที่เชื่อว่าตัวเองสามารถทำทุกกลเม็ดได้เพื่อความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจ หรือการตัดสินใจด้านธุรกิจและนโยบายแบบสุดโต่งหวิดตกขอบ ที่ใครได้ยินได้ฟังก็ถึงกับบ่นว่าปวดกบาลมานักต่อนัก

ซึ่งคำตอบของหนังเรื่องนี้ (จากมุมมองของผู้เขียน) ก็คือมันทั้งเป็นและไม่เป็นทั้ง 2 อย่างเลยครับ เพราะในช่วงเวลาประมาณ 1 ทศวรรษที่หนังจับมาเล่าผ่านบทสนทนา ตัวหนังพยายามพาไปสำรวจจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต และแนวคิดวิสัยทัศน์แบบทรัมป์ ๆ ที่เริ่มต้นจากการเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ยังอยู่ภายใต้ร่มเงาธุรกิจของพ่อ วิสัยทัศน์ที่มองขาดในแง่การทำธุรกิจ จนไปถึงเชื้อแนวคิดที่บ่มเพาะให้คนที่ไม่สนใจการเมืองอย่างทรัมป์ ให้เริ่มต้นหันมามองเส้นทางทางการเมืองในฐานะผู้ต้องการนำพาสหรัฐอเมริกาให้กลับมาเรืองรองในฐานะประธานาธิบดี เฉกเช่นกับมอตโต ‘Make America Great Again’

แต่ในขณะเดียวกันตัวหนังเองก็นำเสนอภาพของโคห์นทนายความสายเทาที่ปิดคดีด้วยวิธีการตั้งแต่การพยายามยกเลิกภาษี, ติดสินบนเจ้าพนักงานหนักจนถึงขั้นล็อบบี ข่มขู่และแบล็กเมลฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะกลายมาเป็นกุนซือผู้ถ่ายทอดแนวคิดอนุรักษ์นิยมขวาจัดปลูกฝังความทะยานอยากในธุรกิจ ใช้อำนาจเส้นสายแผ้วถางให้ทรัมป์ประสบความสำเร็จทั้งในด้านธุรกิจและอิทธิพลแต่ในขณะเดียวกัน ความอีโก้จัด นิสัยเสีย เหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ เหยียดสีผิว ก็ทำให้ทรัมป์กลายเป็นปีศาจที่ค่อยๆ พรากความภักดีของคนรอบ ๆ ตัวเขา จนเหลือแค่เพียงความสัมพันธ์แปลกแปร่ง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของเขากับโคห์นและอิวานา ภรรยานางแบบสาวสวยที่สุดท้ายก็ต้องหย่าร้างจากกันในปี 1990

ตัวหนังเล่าด้วยการสนทนาเป็นส่วนใหญ่มีเรื่องกฎหมายนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ถึงกับดูยากนะครับแต่สิ่งที่แปลกของหนังเรื่องนี้ก็คือการนำเสนอด้วยวิธีการแบบ Candid Camera ทั้งเรื่องตั้งแต่การถ่ายทำการวางองค์ประกอบภาพ ภาษาภาพ การซูมเข้าซูมออกการตัดต่อลำดับภาพ ที่ชวนให้นึกถึงรายการสารคดีหรือรายการเรียลลิตีโชว์ตามติดชีวิตของทรัมป์ในช่วงเวลาหนึ่ง มากกว่าจะเป็นการเล่าด้วยท่าทีของความเป็นหนัง Biopic แบบปกติซึ่งภาษาภาพบางอันนี่ถึงกับเปลี่ยน Mood ของฉากจากดราม่าตึงๆ ให้กลายเป็นตลกร้ายแสบๆ หรือจังหวะสยองขวัญไปเลยเหมือนกันนะ รวมทั้งการสอดแทรกบริบททางสังคมของนิวยอร์กยุค 70s-80s ตั้งแต่ประเด็นเศรษฐกิจนโยบายรัฐบาล การแบ่งแยกสีผิวคนรักร่วมเพศโรคเอดส์ความยากจนแนวคิดเสรีนิยม และกฎหมายที่อ่อนกำลังซึ่งเอื้ออำนวยให้ทรัมป์ประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม

แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็ทำให้เส้นแบ่งของความเป็นหนังชีวประวัติพร่าเลือนอยู่เหมือนกัน เพราะบทในหลาย ๆ ฉากก็แอบกระตุกให้รู้สึกตอนดูอยู่เนือง ๆ ว่า นี่คือสิ่งที่ทรัมป์ทำและเป็นจริง ๆ หรือเป็นเรื่องที่แต่งเติมเข้ามา ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ทรัมป์ดูดีหรือแย่ลงก็ตาม หลายฉากก็ชวนให้คิดว่าทรัมป์อาจจะไม่ได้ทำจริงหรอก แต่เป็นการแสดงนัยแห่งอำนาจที่ทรัมป์พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาต่างหาก ยิ่งพอหนังพูดถึงตอนที่เขากำลังให้สัมภาษณ์กับ โทนี ชวาร์ตซ์ (Tony Schwartz) เพื่อเขียนหนังสือชีวประวัติ ‘Trump: The Art of the Deal’ ก็ยิ่งชวนให้การรับรู้ข้อเท็จจริงในหนังยิ่งพร่าเลือนเข้าไปอีก