คงเพราะว่าคอนเทนท์ หนังรัก เพ้อๆ ฟุ้งๆ เป็นความบันเทิงที่หยิบมาประมวลผลและสร้างอรรถรสได้ค่อนข้างง่าย จึงทำให้ หนังโรแมนซ์ ยังคงเป็นสิ่งที่ผลิตออกมาฟุ้ง ๆ เรื่อย ๆ แบบไม่หยุดหย่อน แม้ว่าสถานภาพของหนังประเภทนี้ค่อนข้างจะตายสนิทบนบ็อกซ์ออฟฟิศในยุคนี้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ใช่กับการเป็นหนังสตรีมมิงที่เป็นช่องทางความหวังหลักของหนังรัก และการมาของ Maintenance Required ซ่อมรถ ซ่อมรัก ก็มาช่วยตอกย้ำว่าหนังรักยังไม่ตาย ตราบใดที่ผลลัพธ์ของสูตรสำเร็จแบบเก่า ๆ ยังเวิร์คอยู่
ชาร์ลี เจ้าของอู่ซ่อมรถหญิงล้วนที่ยืนหยัดทำงานด้วยตัวเองมาตลอด ถูกบังคับให้ทบทวนอนาคตของตัวเองใหม่ เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่คู่แข่งสุดหรูเปิดกิจการตรงข้ามอู่ของเธอ ด้วยความต้องการที่พึ่งพิง เธอหันไปปรึกษาเพื่อนออนไลน์นิรนามโดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายคือ โบ คู่แข่งคนสำคัญที่กำลังคุกคามธุรกิจของเธอ เมื่อความรู้สึกเริ่มก่อตัวทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง ความจริงที่ถูกซ่อนอยู่ก็พร้อมจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างและนี่ก็คือหนังรัก ซ่อมรถ ซ่อมรัก ฉบับส่วนผสมของคนเจนวายและเจนซี
ที่กลายออกมาเป็นองค์ประกอบชวนเพ้อฝัน ก่ำกึ้งเล็กๆ กับประเด็นแห่งความเป็นจริง ที่กลายออกมาเป็นการประมวลผลเป็นหนังที่ค่อนข้างหยิบเอาสูตรสำเร็จแบบเดิมๆ ของกลุ่มหนังรอมคอมมาใช้ ตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้าย แต่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะยังไม่ค่อยกลมกล่อมเท่าที่ควร เพราะเต็มไปด้วยสูตรเดิมๆ ที่ชวนเลี่ยนและเอียนกับข้อความที่หนังพยายามสื่อสารออกมา ที่ค่อนข้างเรียบง่ายและไม่มีอะไรแปลกใหม่ จนกลายเป็นความเห่ยและเชยไปทั้งหมดผลงานการสร้างหนังใหญ่
เรื่องแรกของผู้กำกับหญิง ลาซีย์ อูเลเมเยอร์ ที่เธอยังร่วมเขียนบทหนังด้วย ที่เขียนบทกับนักเขียนหญิงเจนวายหน้าใหม่เอริน ฟาลคอเนอร์ที่ได้ “รู แบร์รี่” มาช่วยตบ ๆ สตอรี่ให้เข้าที่เข้าทางเป็นพล็อตหนังรักที่มีรสนิยมเพิ่มมากขึ้นสักหน่อยโดยสิ่งที่ออกมาในหนังรักเรื่องนี้ก็คือความพื้นฐานที่ควรจะเป็น หนังแทบจะไม่ออกนอกลู่นอกทางใดๆ ไปจากองค์ประกอบที่ควรจะเป็นเลยสักนิด มันกลายเป็นขั้นพื้นฐานที่แอบทำให้ตัวหนังไร้จุดเด่น และทำให้การเล่าเรื่องชวนเบื่อไปง่ายๆ ด้วยบทหนังและพล็อตเรื่องค่อนข้างรักน้ำเน่า ผนวกเข้ากับฝันแห่งอเมริกันดรีมเบาๆ การสอดแทรกเรื่องเพื่อนหญิงพลังหญิงเข้ามาในหนัง
ค่อนข้างจะประดักประเดิดไปสักหน่อย เพราะด้วยประเด็นที่ยังไม่หนักแน่นเพียงพอ ความกลวงของพล็อตเรื่องที่เบาโหว่งไปหมด ยังค่อนข้างขาดจุดบดขยี้ในการสร้างเสน่ห์ให้กับตัวละครพระนางที่ควรจะเป็น แต่หนังยังไขว้เขว่เดินเซไปมาไปตลอดทั้งเรื่อง ถ่ายทอดองค์ประกอบออกมาได้ไม่ชวนติดตามเท่าไหร่ เป็นหนังรักที่ยังหาจุดเด่นไม่ได้ จะมาสไตล์พ่อแง่แม่งอนก็ยังทำไม่ถึงโชคดีที่หนังเรื่องนี้มีงานสร้างที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะการออกแบบมุมภาพและโปรดักชันดีไซน์สไตล์หนังรักที่เก็บมาได้ครบถ้วน แสงสีและโทนต่าง ๆ ทำออกมาได้อย่างเหมาะเจาะ เป็นจุดที่เด่นที่สุดของหนังเรื่อง มาพร้อมกับเพลงประกอบที่นิยมของกลุ่มหนังรักที่เปิดคลอเบา ๆ ตลอดทั้งเรื่อง ที่พอจะชวนบิวท์อารมณ์ของผู้ชมได้อยู่ แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่เศษส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนหนังที่ยังไม่มีกำลังมากเพียงพออย่างน่าเสียดายบอกตรง ๆ เลยว่าแค่เห็นคู่พระนาง “มาเดอลีน เพทสซ์” กับ “เจคอบ สคิปิโอ” บนโปสเตอร์ของหนัง ทั้งคู่โชยเสน่ห์และเคมีที่ดีมาก ๆ
แต่น่าเสียดายที่ตัวหนังเรื่องนี้แทบจะไม่สามารถขับออร่าความเป็นพระนางออกมาจากพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ ยังขาดซีนที่พึงมีในหนังรักทั่วไปแบบไร้ประสบการณ์ แม้ว่าพวกเขาจะเข้าขาทำการแสดงได้ค่อนข้างดี แต่เป็นที่น่าผิดหวังที่หนังเหมือนจะโฟกัสแบบผิดจุด ไม่สามารถสร้างคู่ขวัญในหนังรักได้อย่างเปล่งปลั่งได้เท่าที่ควร นั่นพลอยทำให้ทีมนักแสดงสมทบ อย่าง “แมดิสัน เบลีย์”, “เคที โอไบรอัน” หรือ “แมตเทโอ เลน” กลายเป็นแค่ตัวประกอบเฉย ๆ เท่านั้น
ดังนั้นโดยภาพรวมแล้วซ่อมรถซ่อมรัก ก็ออกมาเป็นเพียงแค่หนังรักเห่ย ๆ ที่เต็มไปด้วยส่วนประกอบที่แสนจะเชื่องช้าและน่าเบื่อ หนังแทบจะหาจุดเด่นและจุดพีคในความเป็นโรแมนซ์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ มีแต่อะไรที่ไม่จำเป็นฟุ้งเต็มไปในหนังเรื่องนี้ ทั้งที่องค์ประกอบหลาย ๆ อย่างค่อนข้างสนับสนุนด้วยดี แต่กลับอยู่ผิดที่ผิดทางไปเกือบทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นหนังหนังรักความยาวแค่ 100 นาที แต่กลับทำให้รู้สึกว่ามันช่างยาวนาน และไร้เสน่ห์ในแบบที่หนังรักพึงมีไปอย่างน่าเสียดายจริง ๆ

