Kaze no Tani no Naushika มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม

Kaze no Tani no

Nausicaä of the Valley of the Wind มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม ตำนานบทแรกที่สร้างชื่อให้ Ghibliหากจะพูดถึงอนิเมะที่เป็นรากฐานสำคัญของโลกจินตนาการอันล้ำลึก แฝงไปด้วยปรัชญาการอยู่ร่วมกันระหว่าง “มนุษย์” และ “ธรรมชาติ” คงไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นไปกว่า Nausicaä of the Valley of the Wind ผลงานชิ้นเอกที่เปรียบเสมือนใบเบิกทางให้โลกได้รู้จักกับความมหัศจรรย์ของ Studio Ghibli

  • ผู้สร้าง/กำกับ: Hayao Miyazaki (ฮายาโอะ มิยาซากิ)
  • สตูดิโอ: Topcraft (ซึ่งต่อมาทีมงานส่วนใหญ่ได้ร่วมกันก่อตั้ง Studio Ghibli)
  • ปีที่ฉาย: 1984

เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกอนาคต 1,000 ปีหลังจากมหันตภัย “เจ็ดวันแห่งไฟ” (Seven Days of Fire) ที่ทำลายล้างอารยธรรมมนุษย์จนพินาศ โลกที่เหลืออยู่ถูกปกคลุมด้วย “ทะเลเน่า” (Sea of Decay) ซึ่งเป็นป่าเชื้อราขนาดยักษ์ที่ปล่อยสปอร์พิษร้ายแรง และเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงยักษ์น่ากลัวที่เรียกว่า “โอม” (Ohmu)

มนุษย์กลุ่มสุดท้ายต้องอาศัยอยู่ในดินแดนที่ยังไม่ถูกป่าพิษกลืนกิน หนึ่งในนั้นคือ “หุบเขาแห่งสายลม” ดินแดนสงบสุขที่มีสายลมจากทะเลคอยพัดพาเอาสปอร์พิษออกไป โดยมีเจ้าหญิง นาอุซิก้า (Nausicaä) ผู้มีความสามารถพิเศษในการสื่อสารกับสัตว์และเข้าใจธรรมชาติ เป็นผู้นำและเป็นความหวังของทุกคน

ทว่าความสงบสุขก็พังทลายลง เมื่ออาณาจักรยักษ์ใหญ่พยายามจะใช้ “อาวุธโบราณ” เพื่อทำลายล้างป่าพิษให้สิ้นซาก โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำนั้นกำลังจะนำไปสู่ความกริ้วโกรธของธรรมชาติที่จะกวาดล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หมดไปจากโลก!


Kaze no Tani no

1. นางเอกที่แข็งแกร่งและอ่อนโยนที่สุด

นาอุซิก้า ไม่ใช่เจ้าหญิงในเทพนิยายที่รอเจ้าชายมาช่วย เธอคือ “ผู้นำ” ที่ขี่เครื่องร่อนฝ่าพายุไปช่วยประชาชน เธอมีความกล้าหาญระดับนักรบ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็มีความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่ง แม้แต่แมลงที่ใครๆ ต่างหวาดกลัว เธอคือตัวละครที่สะท้อนถึงพลังหญิง (Female Empowerment) ที่มาก่อนกาลอย่างแท้จริง

2. ดีไซน์โลกทัศน์ที่ล้ำยุค (Steampunk & Post-Apocalyptic)

แม้จะเป็นหนังปี 1984 แต่งานภาพและการออกแบบเครื่องจักร เครื่องร่อน รวมถึงแมลงยักษ์ “โอม” นั้นดูเท่และล้ำสมัยมาก มิยาซากิผสมผสานกลิ่นอายยุโรปโบราณเข้ากับเทคโนโลยีล้ำยุคที่พังทลายได้อย่างลงตัว ทำให้เราหลุดเข้าไปในโลกใบนั้นจริงๆ

3. ปรัชญา “ธรรมชาติไม่ใช่ศัตรู”

ความน่าติดตามของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การสู้รบ แต่เป็นการตั้งคำถามว่า “มนุษย์จะอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างไร?” หนังค่อยๆ เผยความลับว่าแท้จริงแล้วป่าพิษไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อทำลายมนุษย์ แต่กำลังทำหน้าที่ “บำบัด” โลกที่เน่าเฟะให้กลับมาสะอาดอีกครั้ง เป็นข้อคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ยังคงทันสมัยและกระแทกใจคนดูทุกยุค

4. ดนตรีประกอบระดับตำนานโดย Joe Hisaishi

นี่คือจุดเริ่มต้นของการร่วมงานกันระหว่าง มิยาซากิ และ โจ ฮิไซชิ นักประพันธ์คู่ใจ ดนตรีในเรื่องมีความลึกลับ อลังการ และเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะท่วงทำนองในฉากสำคัญที่ทำให้หลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

5. ฉากแอ็กชันที่บีบหัวใจ

ตั้งแต่การไล่ล่าบนน่านฟ้า ไปจนถึงการประจันหน้ากับฝูงแมลงยักษ์ที่ถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นสึนามิ หนังทำออกมาได้ตื่นเต้นและบีบคั้นอารมณ์มาก ทำให้เราต้องลุ้นไปจนถึงนาทีสุดท้าย


หลายคนเข้าใจผิดว่านี่คือหนังเรื่องแรกของ Ghibli แต่จริงๆ แล้วขณะนั้นสตูดิโอยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นทางการครับ อย่างไรก็ตาม ด้วยความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ Nausicaä ทำให้คุณมิยาซากิและทีมงานมีทุนและแรงบันดาลใจในการก่อตั้ง Studio Ghibli ในปีต่อมา (1985) เพื่อสร้างสรรค์งานคุณภาพอย่าง Laputa และ Totoro ต่อไปนั่นเอง


มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม คือจดหมายรักจากธรรมชาติที่เตือนใจมนุษย์ให้รู้จักความเมตตาและการอยู่ร่วมกัน เป็นอนิเมะที่ครบเครื่องทั้งความสนุก ตื่นเต้น และแฝงไปด้วยสาระที่กินใจ ใครที่เพิ่งเริ่มติดตามผลงานของ Ghibli นี่คือ “จุดเริ่มต้น” ที่คุณไม่ควรข้ามไปเด็ดขาดครับ

สรุปคะแนน: 10/10 (Masterpiece ที่ขึ้นหิ้งตลอดกาล)