Mimi wo Sumaseba วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู (1995)

Mimi wo Sumaseba

Whisper of the Heart วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู | แอนิเมชันที่บอกเราว่า “การตามหาอัญมณีในตัวเอง” คือสิ่งที่สวยงามที่สุดท่ามกลางแอนิเมชันแฟนตาซีล้ำยุคของ Studio Ghibli มีผลงานชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่ไม่มีเวทมนตร์ ไม่มีสัตว์ประหลาด แต่กลับร่ายมนต์สะกดคนดูได้อยู่หมัดด้วย “ความธรรมดาที่แสนพิเศษ” นั่นคือหนังปี 1995 ที่ยังคงครองใจแฟนๆ ทั่วโลก และเป็นเหมือนจดหมายรักถึงวัยเยาว์สำหรับทุกคนที่มีความฝัน

  • ผู้กำกับ: Yoshifumi Kondo (มือขวาผู้ล่วงลับของ Hayao Miyazaki)
  • บทภาพยนตร์: Hayao Miyazaki (ดัดแปลงจากมังงะของ Aoi Hiiragi)
  • สตูดิโอ: Studio Ghibli
  • แนว: โรแมนติก / ดราม่า / Coming of Age

เรื่องราวเริ่มต้นที่ ชิซึคุ (Shizuku Tsukishima) เด็กสาวชั้นมัธยมต้นผู้รักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งเธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบนการ์ดยืมหนังสือในห้องสมุด เพราะมีชื่อของคนคนหนึ่งที่ปรากฏอยู่บนการ์ดก่อนหน้าเธอเสมอ นั่นคือชื่อ “เซอิจิ อามาซาวะ” (Seiji Amasawa)

ความสงสัยทำให้ชิซึคุเริ่มจินตนาการถึงเด็กหนุ่มคนนี้ จนกระทั่งโชคชะตา (และการตามเจ้าแมวอ้วนจอมกวนบนรถไฟ) ก็นำพาเธอไปพบกับร้านขายของเก่าลึกลับที่ชื่อว่า “Chikyuya” และที่นั่นเองที่เธอได้พบกับเจ้าของร้านผู้ใจดี และหลานชายจอมกวนที่กลายเป็นเจ้าของชื่อ “เซอิจิ” คนนั้นจริงๆ

ในขณะที่เซอิจิมีความฝันที่ชัดเจนว่าอยากเป็นช่างทำไวโอลินและเตรียมจะไปเรียนต่อที่อิตาลี ชิซึคุกลับเริ่มรู้สึกเคว้งคว้าง เพราะเธอยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากเป็นอะไร ความรักครั้งแรกที่ก่อตัวขึ้นจึงมาพร้อมกับบททดสอบครั้งใหญ่ นั่นคือการพิสูจน์ตัวเองและค้นหา “อัญมณี” ที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของเธอ


1. ความรักที่ไม่ใช่แค่เรื่อง “หัวใจ” แต่คือเรื่อง “อนาคต”

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากอนิเมะโรแมนติกทั่วไปคือ การที่ตัวละครไม่ได้แค่เดินจูงมือกันไปวันๆ แต่พวกเขาใช้ความรักเป็นแรงผลักดันให้ “เติบโต” เซอิจิอยากเป็นช่างไวโอลินที่เก่ง ส่วนชิซึคุก็พยายามเขียนนิยายเพื่อพิสูจน์ว่าเธอก็มีความสามารถพอที่จะยืนเคียงข้างเขาได้ เป็นความสัมพันธ์แบบที่ส่งเสริมกันและกัน (Partnership) ซึ่งหาได้ยากและดูเป็นผู้ใหญ่มากในหนังวัยรุ่น

2. งานภาพสไตล์ Ghibli ที่ชุบชูใจ

แม้จะเป็นหนังปี 1995 แต่ลายเส้นของ Studio Ghibli ภายใต้การกำกับของ โยชิฟุมิ คอนโด นั้นละเอียดอ่อนมาก ตั้งแต่ฉากย่านที่พักอาศัยในชานเมืองโตเกียว แสงแดดยามเย็นที่ส่องลงบนถนน หรือภายในร้านขายของเก่าที่เต็มไปด้วยสิ่งของมีประวัติ มันทำให้เรารู้สึกโหยหาอดีต (Nostalgia) และรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด


Mimi wo Sumaseba

“The Baron” ตุ๊กตาแมวผู้สง่างามและโลกจินตนาการ

ในเรื่องนี้เราจะได้เห็น “ตุ๊กตาบารอน” (The Baron) ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ชิซึคุเขียนนิยาย ฉากแฟนตาซีที่แทรกเข้ามาสั้นๆ ในเรื่องช่วยเพิ่มสีสันและสะท้อนสภาวะจิตใจของชิซึคุได้ดีมาก (ซึ่งตัวละครบารอนนี้โด่งดังจนมีหนังภาคแยกอย่าง The Cat Returns ในเวลาต่อมาด้วยครับ)

เพลงประกอบระดับตำนาน: Take Me Home, Country Roads

หนังใช้เพลง “Take Me Home, Country Roads” มาดัดแปลงเป็นเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นในชื่อ “Concrete Road” และเวอร์ชันต้นฉบับ ซึ่งมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ เพลงนี้ไม่ได้แค่สื่อถึงบ้าน แต่สื่อถึงการเดินทางกลับมาหา “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราเอง

ปรัชญา “การเจียระไนอัญมณี”

ฉากที่ปู่ของเซอิจิสอนชิซึคุเรื่องอัญมณีที่ยังไม่ได้เจียระไน เป็นประโยคที่กระแทกใจคนวัยเรียนและวัยทำงานอย่างมาก หนังบอกเราว่า ทุกคนเริ่มต้นจากการเป็น “หิน” ที่ดูไม่มีค่า แต่ถ้าเรายอมอดทนผ่านความเหนื่อยยากเพื่อเจียระไนมันออกมา วันหนึ่งมันจะกลายเป็นอัญมณีที่เปล่งประกาย


วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู ไม่ใช่หนังที่มีจุดจบแบบมีความสุขชั่วนิรันดร์เหมือนเทพนิยาย แต่มันจบลงที่ “จุดเริ่มต้น” ของชีวิตจริง หนังไม่ได้บอกว่าชิซึคุจะกลายเป็นนักเขียนชื่อดังทันที แต่บอกว่าเธอ “ได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว” และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่

หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้า หรือหลงทางในสิ่งที่ทำอยู่ ลองเปิดดูแอนิเมชันเรื่องนี้ดูครับ แล้วคุณจะพบว่า “เสียงกระซิบจากหัวใจ” ของคุณกำลังบอกอะไรบางอย่างที่สวยงามอยู่เสมอ

สรุปคะแนน: 10/10 (หนัง Feel Good ที่ควรดูอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต)