Kokuriko-zaka Kara ป๊อปปี้ ฮิลล์ ร่ำร้องขอปาฏิหาริย์ (2011)

Kokuriko-zaka Kara

  • ผู้กำกับ: โกโร่ มิยาซากิ (Goro Miyazaki)
  • วางแผนงานและเขียนบท: ฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki)
  • สตูดิโอ: Studio Ghibli
  • แนวหนัง: ชีวิตประจำวัน (Slice of Life), โรแมนติก, ย้อนยุค

Kokuriko-zaka Kara เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1964 ณ เมืองโยโกฮาม่า ท่ามกลางบรรยากาศที่ญี่ปุ่นกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพงานโอลิมปิก “อุมิ มัตสึซากิ” เด็กสาวมัธยมปลายผู้เข้มแข็ง เธอทำหน้าที่ดูแลบ้านพักบนเนินป๊อปปี้แทนแม่ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ ทุกเช้าอุมิจะชักธงสัญญาณสีสันสดใสขึ้นสู่ยอดเสาเพื่อส่งสารไปยังเรือที่แล่นผ่านในทะเล เป็นการระลึกถึงพ่อของเธอที่เสียชีวิตไปในสงครามเกาหลี

จนกระทั่งเธอได้พบกับ “ชุน คาซามะ” หนุ่มนักกิจกรรมรุ่นพี่จอมรั้น ทั้งคู่ได้มาร่วมมือกันปกป้อง “ละตินควอเตอร์” (Quartier Latin) อาคารคลับเฮาส์เก่าแก่ของโรงเรียนที่กำลังจะถูกทุบทิ้งเพื่อสร้างอาคารใหม่ แต่ในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มผลิบานเป็นความรัก ความจริงบางอย่างเกี่ยวกับเบื้องหลังครอบครัวของพวกเขาในอดีตก็ถูกเปิดเผยขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นหัวใจของทั้งคู่ไว้ตลอดกาล


1. งานภาพระดับ Masterpiece: ความงดงามของญี่ปุ่นยุคเปลี่ยนผ่าน

Studio Ghibli ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บรายละเอียดงานภาพอยู่แล้ว แต่ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นโยโกฮาม่าในยุคที่มีการผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมกับความทันสมัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทั้งรถรางไฟฟ้า บ้านไม้สไตล์เก่า และวิถีชีวิตผู้คนที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลัง ความอบอุ่นของแสงแดดที่สาดส่องลงบนเนินเขาและผิวน้ำทะเลนั้น สวยงามจนอยากจะหยุดภาพไว้ทุกเฟรมเลยครับ

2. บทพิสูจน์ฝีมือของ “โกโร่ มิยาซากิ”

หลังจากโดนวิจารณ์อย่างหนักในผลงานชิ้นแรก (Tales from Earthsea) ในเรื่องนี้โกโร่ได้รับคำแนะนำและการวางบทจากคุณพ่อ (ฮายาโอะ มิยาซากิ) ทำให้เขาสามารถกอบกู้ชื่อเสียงคืนมาได้อย่างสง่างาม หนังเรื่องนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุม และเข้าถึงอารมณ์ได้ลึกซึ้งกว่าเดิม เป็นการพิสูจน์ว่าเขาสามารถถ่ายทอดความเป็น “จิบลิ” ได้ในแบบฉบับของตัวเอง


Kokuriko-zaka Kara

การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่เพื่อรักษา “อดีต”

แกนกลางของเรื่องไม่ใช่แค่ความรักวัยรุ่น แต่คือการปกป้อง “ละตินควอเตอร์” อาคารที่รวมไปด้วยความรู้ ความสกปรก และความทรงจำ หนังพยายามสื่อว่าการจะเดินไปข้างหน้าสู่อนาคตที่ศิวิไลซ์ ไม่จำเป็นต้องทำลายรากเหง้าของอดีตทิ้งเสมอไป ฉากที่เหล่านักเรียนร่วมแรงร่วมใจกันขัดถูทำความสะอาดตึกนั้น ดูแล้วมีพลังและทำให้เรารู้สึกรักในประวัติศาสตร์ของตัวเองมากขึ้น

ดนตรีประกอบที่หอมหวานและเหงาจับใจ

เพลงประกอบฝีมือ Satoshi Takebe ผสมผสานดนตรีแจ๊สและป๊อปในยุค 60s ได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะเพลงหลักอย่าง “Sayonara no Natsu” (ฤดูร้อนแห่งการจากลา) ที่เสียงร้องนุ่มนวลชวนให้รู้สึกโหยหาอดีต เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้อยากหลับตาลงนึกถึงช่วงเวลาดีๆ ในวัยเด็ก

ความรักที่เรียบง่ายแต่หนักแน่น

ความรักระหว่างอุมิและชุน ไม่ได้เริ่มจากการสบตาแล้วรักเลย แต่เริ่มจากการทำงานร่วมกัน การแบ่งปันข้าวกล่อง และการเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวด เป็นความรักที่ดูเป็นธรรมชาติและมีความเป็นมนุษย์สูงมาก ทำให้คนอ่าน (หรือคนดู) รู้สึกเอาใจช่วยพวกเขาได้ง่ายๆ


Kokuriko-zaka Kara

ป๊อปปี้ ฮิลล์ ร่ำร้องขอปาฏิหาริย์ (2011) อาจจะไม่มีเวทมนตร์เหมือน Spirited Away หรือไม่มีเครื่องบินสุดล้ำเหมือน The Wind Rises แต่มันคือปาฏิหาริย์ของ “ความอดทน” และ “ความหวัง” หนังเรื่องนี้บอกเราว่า แม้คนสำคัญจะจากเราไปนานแค่ไหน หรืออดีตจะทิ้งรอยแผลไว้เพียงใด หากเรายังคงชักธงสัญญาณแห่งความรักไว้ในใจเสมอ วันหนึ่งคำตอบและปาฏิหาริย์จะเดินทางมาถึงเราเอง

ถ้าคุณต้องการหนังที่ดูแล้วรู้สึกละมุน อบอุ่น และชวนให้มองโลกในแง่ดีขึ้นอีกนิด ป๊อปปี้ ฮิลล์ คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

คะแนนความประทับใจ: 9/10 (หัก 1 คะแนนตรงที่จบแล้วทำให้เราอยากกินโคร็อกเกะตามพระเอกนางเอกจนหิวครับ!)