(Packed to the Rafters) เมื่อบ้านที่เคย “ว่าง” กลับมา “วุ่น” จนหัวใจพองโตเชื่อว่าหลายคนต้องเคยมีความคิดที่ว่า “เมื่อลูกๆ โตขึ้นและย้ายออกไป พ่อแม่คงจะได้ใช้ชีวิตสงบสุขเสียที” แต่สำหรับครอบครัว ราฟเตอร์ (The Rafters) ความเป็นจริงนั้นห่างไกลจากคำว่าสงบสุขไปหลายปีแสงครับ! ซีรีส์เรื่องนี้คือหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของออสเตรเลีย ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวที่จับต้องได้จริง ตลกอย่างเป็นธรรมชาติ และซึ้งจนน้ำตาซึม
- ผู้สร้าง/สตูดิโอ: Bevan Lee / Seven Network
- แนวเกม: Comedy-Drama / Family
- จำนวนซีซัน: 6 ซีซัน (และภาคต่อ Back to the Rafters บน Amazon Prime)
- นักแสดงนำ: Rebecca Gibney, Erik Thomson, Hugh Sheridan
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ เดฟ (Dave) และ จูลี่ (Julie) สองสามีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากกำลังฉลองครบรอบแต่งงานปีที่ 25 พวกเขาวาดฝันถึงชีวิตที่เงียบสงบหลังจากส่งลูกๆ ทั้ง 3 คนออกไปผจญภัยในโลกกว้าง แต่แล้วสวรรค์ (หรือความซวย) ก็เล่นตลก!
ภายในเวลาไม่กี่วัน ลูกชายคนโต เบน ประสบปัญหาชีวิตจนต้องหอบข้าวของกลับบ้าน, ลูกสาวคนรอง เรเชล หนีปัญหาความสัมพันธ์กลับมาซบออกแม่, และลูกชายคนเล็ก นาธาน ก็ประสบปัญหาการเงินจนต้องพาเมียย้ายกลับมาอยู่ด้วย นี่ยังไม่นับรวมคุณตาจอมจู้จี้ที่ย้ายเข้ามาเพิ่มความอลหม่านเข้าไปอีก
จากบ้านที่เคยคิดว่าจะว่างเปล่า กลับกลายเป็นบ้านที่ “Packed to the Rafters” (แน่นขนัดไปจนถึงคานบ้าน) ทำให้เดฟและจูลี่ต้องพับแผนพักผ่อน แล้วกลับมาสวมบทบาทพ่อแม่ที่ต้องคอยแก้ปัญหาให้ลูกๆ ที่โตแต่ตัวกลุ่มนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

1. ความสัมพันธ์แบบ “Real Family”
จุดเด่นที่สุดคือความสมจริงครับ ครอบครัวราฟเตอร์ไม่ใช่ครอบครัวในอุดมคติที่รักกันตลอดเวลา พวกเขามีการเถียงกัน เรื่องเข้าใจผิด ปัญหาเรื่องเงิน หรือความลับที่บอกใครไม่ได้ ซีรีส์นำเสนอสิ่งเหล่านี้ด้วยความเข้าใจ ทำให้คนดูรู้สึกว่า “เออ…บ้านเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกันนี่นา”
2. เคมีของเดฟและจูลี่ (The Heart of the Show)
เดฟและจูลี่คือหัวใจหลักของเรื่อง การแสดงของ Rebecca Gibney และ Erik Thomson ดูเป็นธรรมชาติมากจนเราเชื่อว่าเขาเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ความรักและการซัพพอร์ตกันของคู่ชีวิตในวันที่ลูกๆ ทำตัววุ่นวาย คือบทเรียนความรักที่งดงามที่สุดอย่างหนึ่งในโลกซีรีส์เลยทีเดียว
3. พัฒนาการของตัวละคร (Character Growth)
เราจะได้เห็นลูกๆ ทั้ง 3 คนค่อยๆ เติบโตขึ้นจากความผิดพลาด จากเด็กที่เอาแต่ใจหรือจัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ พวกเขาเรียนรู้ผ่านบททดสอบของชีวิตและการประคับประคองของครอบครัว ซึ่งเป็นการเดินทางที่น่าติดตามมาก

● ปัญหา “คนรุ่นใหม่” ที่พ่อแม่รุ่นใหญ่ต้องรับมือ
ซีรีส์หยิบยกประเด็น “Boomerang Kids” หรือลูกที่โตแล้วแต่ย้ายกลับมาอยู่กับพ่อแม่เพราะสภาวะเศรษฐกิจหรือปัญหาส่วนตัวมาเล่าได้อย่างคมคาย มันทำให้เราเห็นช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) และวิธีการที่คนสองรุ่นพยายามจะปรับตัวเข้าหากันภายใต้หลังคาเดียวกัน
● มุกตลกสไตล์ออสซี่ที่เข้าใจง่าย
ความวุ่นวายของครอบครัวราฟเตอร์มักจะมาพร้อมกับมุกตลกสถานการณ์ที่ตลกหน้าตาย (Dry Humour) และสถานการณ์วายป่วงที่เกิดขึ้นในละแวกบ้าน ทำให้บรรยากาศของเรื่องไม่เครียดจนเกินไป แม้จะกำลังพูดถึงปัญหาหนักๆ อยู่ก็ตาม
● “บ้าน” ที่เป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย
บ้านของครอบครัวราฟเตอร์ในเรื่อง ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่มันคือตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นที่ระดมสมอง และเป็นที่เยียวยาจิตใจ ซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้คุณอยากหันไปกอดคนข้างๆ และขอบคุณที่มีบ้านให้กลับมาพักพิง
เรื่องวุ่นๆ ของครอบครัวราฟเตอร์ คือซีรีส์ที่พิสูจน์ว่า แม้ชีวิตจะไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และแม้คนในครอบครัวจะนำปัญหามาให้เราปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน แต่ตราบใดที่ยังมีกันและกัน บ้านหลังเดิมก็พร้อมจะขยายพื้นที่เพื่อโอบกอดทุกคนเสมอ
หากคุณกำลังหาซีรีส์ที่ดูแล้ว “Feel Good” แบบไม่ต้องพยายามมาก ได้ทั้งหัวเราะและข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต ครอบครัวราฟเตอร์ยินดีต้อนรับคุณเข้าบ้านเสมอครับ!
สรุปคะแนน: 9.5/10 (เหมาะมากสำหรับดูพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว)

