รีวิวหนังเรื่อง Black Hawk Down (2001) ยุทธการฝ่ารหัสทมิฬ

รีวิวหนังเรื่อง Black Hawk Down (2001) ยุทธการฝ่ารหัสทมิฬ

หนังสงคราม ที่แทบจะไม่เปิดโอกาสให้คนดูได้หายใจหายคอ มันไม่ได้เพียงแค่ถ่ายทอดภาพของสงคราม แต่มันพาเราเข้าไปอยู่ในสนามรบอย่างจริงจังและสมจริง ราวกับเรากำลังวิ่งไปกับเหล่าทหาร กลิ้งหลบกระสุนอยู่หลังซากรถ หรือกดวิทยุขอความช่วยเหลือท่ามกลางความสับสนและเสียงระเบิดที่ไม่มีวันจบสิ้น

หนังดัดแปลงจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในกรุงโมกาดิชู ประเทศโซมาเลีย ปี 1993 เมื่อหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ ได้รับภารกิจจับตัวผู้นำกองกำลังติดอาวุธของโซมาเลีย ทว่าเหตุการณ์กลับบานปลายเมื่อเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กสองลำถูกยิงตกกลางเมือง และเหล่าทหารอเมริกันต้องตกอยู่ในสภาพ “ติดกับ” โดยมีฝูงชนติดอาวุธไล่ล่าทุกทิศทาง กลายเป็นภารกิจที่กินเวลายาวนานกว่า 18 ชั่วโมง และเปลี่ยนจาก “จับกุม” เป็น “เอาชีวิตรอด”

Ridley Scott ผู้กำกับถ่ายทอดภาพสงครามในแบบที่ไม่ประณีต ไม่ขัดเกลา และไม่ปลอบโยนคนดูเลยแม้แต่น้อย ทุกช็อตเต็มไปด้วยฝุ่น กระสุน ความแตกตื่น และเลือด สไตล์การถ่ายภาพที่กระชากไปมาเหมือนกล้องข่าวสงครามยิ่งทำให้ความรู้สึกตึงเครียดทวีขึ้นเป็นเท่าตัว ไม่มีฉากพระเอกเด่นโดด ไม่มีดนตรีปลุกใจ แต่มีเพียงเสียงหัวใจของทหารธรรมดาๆ ที่ถูกโยนเข้าไปอยู่ในภาวะที่ไม่มีใครควบคุมได้

ตัวละครแต่ละคนไม่ได้ถูกเขียนให้เป็นฮีโร่แบบแผน ไม่มีใครเหนือมนุษย์ ไม่มีใครไม่กลัวตาย พวกเขาแตกต่าง มีภูมิหลังหลากหลาย แต่เมื่อถึงเวลาจริง พวกเขาทุกคนต้องวิ่ง เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ยิงสู้เพื่อรักษาชีวิตเพื่อนร่วมทีม แม้จะรู้ว่าโอกาสรอดนั้นต่ำแทบติดพื้น หนังจึงไม่ได้พูดถึง “วีรบุรุษ” ในแง่ของความยิ่งใหญ่ แต่มันพูดถึงความเสียสละเล็กๆ น้อยๆ ในวินาทีสุดท้ายที่ไม่มีใครเห็น

Josh Hartnett, Eric Bana, Tom Sizemore และ Ewan McGregor ต่างทำหน้าที่ได้อย่างหนักแน่น ไม่มีใครถูกเน้นมากกว่ากัน เพราะสนามรบไม่เลือกว่าคุณหล่อหรือมีชื่อเสียง ทุกคนเท่าเทียมกันในสายตากระสุนปืน บทภาพยนตร์ไม่ให้เวลามากนักสำหรับบทสนทนา แต่มันเน้นภาษาท่าทาง สายตา และการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีมากกว่า

สิ่งที่โดดเด่นมากคือ “เสียง” เสียงปืน เสียงฮอ เสียงรองเท้ากระทบพื้นคอนกรีต เสียงหายใจหอบกระชั้น ทุกอย่างถูกรวมกันเป็นซิมโฟนีของสงครามที่ไม่ใช่บทเพลงแห่งชัยชนะ หากแต่เป็นบทเพลงแห่งความบอบช้ำ ความล้มเหลวของการตัดสินใจทางการเมือง และความจริงที่โหดร้ายของการต่อสู้ในโลกความเป็นจริง

ท้ายที่สุดแล้ว Black Hawk Down ไม่ได้พยายามจะให้ใครชื่นชมสงคราม มันไม่ได้ต้องการยกย่องใครหรือกล่าวโทษใคร แต่มันทำหน้าที่เหมือนบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น วันซึ่งทหารหลายคนไม่ได้กลับบ้าน และอีกหลายคนกลับไปโดยมีบาดแผลฝังอยู่ในจิตใจไปตลอดชีวิต

เมื่อหนังจบลง ไม่มีคำว่า “ผู้ชนะ” มีเพียงความเงียบ และคำถามที่ค้างอยู่ในใจว่า… สงครามครั้งนั้นคุ้มค่าหรือไม่ และจะมีใครได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง